หน้าแรก ในประเทศ หมอเลี้ยบ ประ...

หมอเลี้ยบ ประกาศ! ไทยคัมแบ็ก ‘เวทีหนัง’-  ผกก.สารคดี ลั่นส่งท้าย ‘Free Palestine’

1.09.25 | 16:20 น.

ผกก. กวาดสองรางวัลสารคดีในไทย ลั่นส่งท้าย ‘Free Palestine’ –  ‘หมอเลี้ยบ’ ประกาศ ไทยจะคัมแบ็กใน ‘เวทีภาพยนตร์‘ แง้มปีหน้าจัดต่อ WhattheDoc! 2026

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่โรงภาพยนตร์ House Samyan ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ Documentary Club ร่วมกับมูลนิธิจำนงค์ รังสิกุล จัดงานปิด เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc!”

โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA ให้การสนับสนุน ท่ามกลางบุคคลในแวดวงสารคดีจากหลายประเทศร่วมด้วย

(คนที่5จากซ้าย) น.ส.อธิษฐาน จันทร์กลม

บรรยากาศภายในงาน มีพิธีมอบรางวัลให้แก่ ผู้ชนะการประกวดภาพยนตร์สารคดีสาขาต่างๆ เริ่มจาก น.ส.ลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) มอบรางวัลให้แก่นักเขียนที่ได้รับรางวัล “บทวิจารณ์ขวัญใจเทศกาล What the Doc! ปี 2025” ได้แก่ น.ส.อธิษฐาน จันทร์กลม

Advertisement

จากนั้น นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) มอบรางวัลจากการประกวด “ภาพยนตร์สารคดีเพื่อสิ่งแวดล้อม” ให้แก่ New Ruins โดย Manuel Embalse ( 2024, Argentina) และรางวัล Jury Prize “ภาพยนตร์สารคดีต่างประเทศ” ให้แก่เรื่อง Taman-taman (Park) โดย So Yo-Hen (2024, Taiwan)

ต่อมา นพ.สุรพงษ์ ประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ประธานในพิธีฯ มอบรางวัล Grand Prize ให้แก่ผู้ชนะการประกวด “ภาพยนตร์สารคดีต่างประเทศ” ซึ่งได้แก่เรื่อง The New Ruins โดย Manuel Embalse (คว้า 2 รางวัล)

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวว่า วันนี้เป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บรรยากาศของคนที่ทำหนังสารคดี documentary ซึ่งแตกต่างจากบรรยากาศอื่นๆ ที่ตนอาจจะเคยเจอก่อนหน้านี้ โดยภาพยนตร์กระแสหลัก หรือ LGBTQ + ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เหมือนกัน

“เทศกาลนี้ทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่า ‘สารคดี’ ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ที่เราตั้งขึ้นมานั้ย แตกต่างจากภาพยนตร์หลักโดยทั่วไปที่อาจจะมีการเขียนบท แต่สารคดี ‘บทนั้นมันอยู่ในชีวิตจริง‘ อยู่ในคน อยู่ในสังคม อยู่ในวัฒนธรรม อยู่ในสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็น ได้ชม”

นพ.สุรพงษ์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเราอาจจะมีสารคดีดีๆ ให้ชมไม่มากนักในประเทศไทย อาจจะมีทาง Doc Club และหลายๆ หน่วยงานช่วยกันบ้าง

“ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่เรามีสารคดีที่ถูกคัดมาจาก 1,600 เรื่อง เหลือ 90 เรื่องจาก 70 ประเทศ และอาร์เจนตินา คือผู้ชนะในวันนี้ ผมขอแสดงความยินดีด้วย” นพ.สุรพงษ์กล่าว

นพ.สุรพงษ์กล่าวด้วยว่า ต้องขอบคุณทางผู้จัดงาน What the Doc เป็นอย่างยิ่ง

“เมื่อสักครู่ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กระซิบผมว่า ชื่อ WTD ฟังครั้งแรก อ่านครั้งแรกนี่จำได้ทันที ดังนั้นผมเชื่อมั้นว่าเทศกาลนี้ จะเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะกลายเป็นงาน Thai International Documentary Film Festival ที่เทียบชั้นกับไต้หวัน ญี่ปุ่นแน่นอน 

ผมมองไปไกลว่าสุดท้าย เราคาดหวังว่า What the Doc ประเทศไทย จะเป็นอีกหมุดหมายหนึ่งที่ผู้ทำสารคดีจากทั่วโลกจะได้มีโอกาสมาร่วมแบ่งปัน ความรัก ความรู้สึก สิทธิเสรีภาพ หรือแม้แต่ความต้องการที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น มาแชร์ร่วมกับพวกเราได้ที่นี่”

นพ.สุรพงษ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ นอกเหนือจากเทศกาลนี้แล้ว วันที่ 2 ก.ย.นี้ เรากำลังจะมีงาน International LGBTQ  Film Festival ด้วย และ 27 ก.ย.ในเดือนเดียวกันนี้ก็จะมีการจัดงาน Bangkok International Film Festival ที่หายไป 16 ปี จะกลับมาอีกครั้ง

“นี่เป็นสัญญาณที่บอกว่า กรุงเทพฯ ประเทศไทย เรากำลังจะกลับมาในเวทีภาพยนตร์ สารคดี อนิเมชั่นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ห่างหายไปนาน 

การเกิดขึ้นของเทศกาลนี้ เป็นสัญญาณที่บอกว่า เราพร้อมแล้วที่จะนำเอาคนที่มีความรู้ ความสามารถจากทั่วโลก มาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับพวกเราที่นี่ ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ของเราที่ตั้งใจทำตามคำฝันและจินตนาการของเขา ในโลกภาพยนตร์

“หลังจากเทศกาล What the Doc ดำเนินมา 10 วัน วันนี้เป็นวันสุดท้าย งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ผมเชื่อมั่นว่าเราจะได้มีโอกาสร่วมงานครั้งที่ 2 ในปีหน้าแน่นอน เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่เริ่มต้นได้ดี จะดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ผมเชื่อว่ากระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะได้มีโอกาสเดินหน้าทำสิ่งที่ริเริ่มร่วมกับภาคเอกชน

“ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งต่างๆ ที่กำลังเติบโต อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังเฟื่องฟูขึ้นใหม่อีกครั้ง จะเจิดจ้า เฉิดฉายไปในเวทีโลกอย่างแน่นอน แล้วพบกับเทศกาล What the Doc ครั้งที่ 2 ในปีหน้า” นพ.สุรพงษ์กล่า

สำหรับ The New Ruins’ เป็นสารคดีที่ตั้งคำถามถึงบริบทแวดล้อมรอบตัวในอนาคต โดยร้อยเรียงปะติดปะต่อเรื่องราวทีละเล็กละน้อย นำเสนอผ่าน ‘ภาพวัตถุเก่า’ ที่ถูกหลงลืม ความทรงจำ ตัวอักษร และฟุตเทจเก่าใหม่ คละปะปนกันไป โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ขบคิดถึงแง่มุมทางสังคม ทุนนิยมและการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนกับเครื่องบันทึกความทรงจำ และร่องรอยอารยธรรมของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

Manuel Embalse

Manuel Embalse กล่าวว่า ตนไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับรางวัลนี้ อยากขอบคุณกรรมการทุกท่าน ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์และคำชมที่ดี

“ตอนนี้ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในประเทศอาร์เจนตินา จะเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่การที่ได้รับรางวัลนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนตัวผมทำหนังมาหลายปีมาก อย่างเรื่องนี้ ‘The New Ruins’ เริ่มทำตั้งแต่ปี 2012 และเสร็จสิ้นในปีนี้”

Manuel Embalse กล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วถือเป็นรางวัลแรกที่ได้ และเป็นเรื่องน่ายินดีมากที่ได้รางวัลนี้ในเอเชีย ในประเทศไทย ส่วนตัวรู้สึกว่าอยากให้ทุกคน เราควรทำงานร่วมกัน อยากบอกทุกคนแม้แต่นักเรียนที่ทำหนังก็ตาม เราควรสร้างมันด้วยกัน เพื่อสร้างความทรงจำ

“ขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่จัดเทศกาลนี้ขึ้นมา การที่ได้มีพื้นที่สำหรับ ‘สารคดี‘ นั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก ขอบคุณผู้จัด กรรมการ หรือแม้แต่ทีมงานตัวเล็กๆ ทุกคนสมควรได้รับคำขอบคุณ” Manuel Embalse

(จากซ้าย) จางเหมิงฉี, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, Manuel Embalse และกรภัทร ภวัครานนท์

ทั้งนี้ ‘จางเหมิงฉี’ ผู้สร้างภาพยนตร์มือรางวัลชาวจีน และ กรภัทร ภวัครานนท์ ผู้กำกับ The Lost Princess (เจ้าดวงเดือน) เป็นกรรมการประกาศผลรางวัลใหญ่ Grand Prize ซึ่งมอบให้แก่  ‘The New Ruins’ อีกรางวัล

โดยเปิดเผยเหตุผลด้วยว่า คณะกรรมการถกกันหนักมาก และพยายามเขียน statement อันนี้ขึ้นมาซึ่งเต็มไปด้วยความรัก เพราะเราอยากส่งต่อความรักนี้ให้กับผู้ทำหนังทุกคน

“คำว่า ‘Made in china’ ผลิตในประเทศจีนโรงงานของโลก เป็นคำที่บอกทั้งต้นกำเนิดของสิ่งๆ นั้น และยังเป็นคำที่บอกถึงสถานะ ‘ขยะของจักรวาล ‘ และจากเศษซากไร้ชีวิตที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ร่างหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นนักกวี ร่องรอยการดำรงอยู่ของเขาและภาระอันหนักอึ้ง ตัวตนของเขา ถูกค้นพบที่อีกฝั่งหนึ่งของโลก

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปี่ยมไปด้วยแรงขับเคลื่อนจากศิลปิน สัญชาตญาณจากภายใน จนดูเหมือนกับศิลปะการแสดงชิ้นหนึ่ง จากโลกภายในที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ผู้กำกับได้ชุบชีวิตมันขึ้นมา ด้วยความสง่างาม ทว่า หนักแน่น จนหนังเรื่องนี้ได้เปลี่ยนให้ ซากปรักหักพังไร้ค่า กลายเป็นมรดกอันแสนสำคัญ” กรภัทร กล่าว

โดย Manuel Embalse ผู้กำกับเรื่อง ‘The New Ruins’ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เป็นครั้งแรกในชีวิตผมที่ได้ 2 รางวัลติดต่อกัน อยากขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เป็นนักทำหนังจากทั่วโลก เราได้มาเจอกันที่ไทย ตนจึงดีใจมาเยือนเมืองไทยในครั้งนี้

“ขอบคุณผู้ชมทุกคนที่น่ารักมากๆ ผมไม่อยากพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่ขอพูดอีกอย่างนึงคือ Free Palestine” Manuel Embalse กล่าว

สำหรับรางวัล Jury Prize เรื่อง Taman-taman (Park) โดย So Yo-Hen มี Peter Yam  โปรดิวเซอร์ชาวฮ่องกง ผู้สร้าง Blue Island เป็นหนึ่งในกรรมการคัดเลือก

(ซ้าย) Peter Yam

Peter Yam  กล่าวด้วยว่า ขอบคุณผู้ทำหนังทุกคน เราถกกัน 3 ชั่วโมงเต็มในการคัดเลือกรางวัลนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว แค่ทำสารคดีจบ ก็นับว่าเป็นความสำเร็จในตัวมันเองแล้ว

“ผู้กำกับได้นำพื้นที่ใช้ขอบมาใช้ได้อย่างชาญฉลาด เปิดให้เป็นพื้นที่แห่งการรับฟัง การแบ่งปัน และการสัมผัสถึงความเป็นมนุษย์อีกครั้ง แม้จะมีทรัพยากรที่จำกัดมาก แต่ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้กลับถือเป็นภาพยนตร์ทางประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ 

และยังชวนให้เราทุกคนหวนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราสามารถสร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง  โดยไม่ใช้การแสวงหาผลประโยชน์ หรือการวัดคุณค่าของความสัมพันธ์นั้น ได้อย่างไรบ้าง

และทำอย่างไรเราถึงจะสามารถสร้างภาพยนตร์ที่น่าจดจำได้ โดยที่ไม่ต้องใช้งบมหาศาล

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปี่ยมด้วยเรื่องความรู้สึกอันผ่อนคลายที่กลายเป็นมนต์วิเศษ โดยการถักทอเรื่องราว พื้นที่ และสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด ของ ‘แรงงานข้ามชาติที่อยู่ไกลบ้าน’ และแสดงให้เราเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นไปได้จริง” Peter Yam กล่าว