สภาวิชาชีพบัญชีจัดงาน TFAC’s Accounting Professions Summit 2025 เปิดเวทีเสริมศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีไทยสู่อนาคต
เมื่อวันที่ 4 กันยายน สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดยนายวินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชี พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี วาระปี 2566–2569 จัดงาน TFAC’s Accounting Professions Summit 2025 ภายใต้หัวข้อหลัก “Shaping the Future of Accounting Professions” ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22 โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ผู้บริหารองค์กรของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
การจัดงานครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเป็นเวทีอัพเดทข่าวสารความรู้ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและภาคธุรกิจได้ตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และกระแสสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสภาวิชาชีพบัญชีคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมงานจะได้รับมุมมองหรือแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปพัฒนาการทำงานรวมถึงขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในงานมีการบรรยายและเสวนาจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำ ผ่าน 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่
– Future Business Trends: Embrace Change, Drive Success
– Accounting & Sustainability in Action: Sharing from Leading Companies & Roles of Accounting Professions
– Technology Transformation: The Era of AI and Cloud
– The Future of Accounting Professions: Adjustability to Changes
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือการได้รับเกียรติจาก นายพิชัย ชุณหวชิร รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นปาฐกถาพิเศษ ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และแนวทางการปรับตัวของวิชาชีพบัญชี ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจและ Keynote Speech สำคัญแก่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี
นายวินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชี กล่าวในพิธีเปิดว่า งานสัมมนาในครั้งนี้ สภาวิชาชีพบัญชีมุ่งหวังให้เป็นงานสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี เพื่อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจโดยรวม หรือเป็น Flagship Event ที่จัดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสาร ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และเทรนด์ความรู้ใหม่ๆ ที่จะช่วยจุดประกายให้ทุกภาคส่วนก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคาดหวังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง เพื่อที่จะสามารถเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน
“ความคาดหวังในการจัดงานครั้งนี้ สภาวิชาชีพบัญชีต้องการให้ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบวิชาชีพและภาคธุรกิจได้ตื่นตัว เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ฟังจากงานสัมมนาในครั้งนี้ไปเป็นแนวทางในการทำงานหรือปรับตัวในการทำธุรกิจของเขาเพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน” นายวินิจกล่าว
นายวินิจกล่าวอีกว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับโลกจนมาถึงระดับประเทศ ซึ่งจะมุ่งเน้นการใช้ดิจิทัล ไอที เทคโนโลยี และ AI มากขึ้น ดังนั้นการที่เราอยู่ในแวดวงบัญชีและการเงินจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำความเข้าใจและสามารถนำปรับใช้ในการทำงานหรือทำธุรกิจเพื่อสามารถช่วยผู้ประกอบการในการบริหารธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
นายวินิจกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการช่วยสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้ทันยุคใหม่ว่า สภาวิชาชีพบัญชีช่วยผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างมาตรฐานในการทำงานที่เกี่ยวกับบัญชีและการเงินให้ก้าวทันระดับสากล รวมถึงปรับองค์ความรู้เพื่อให้ภาคธุรกิจนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สภาวิชาชีพบัญชีให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณ ควบคู่กับการผลักดันให้เกิดองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ”
สำหรับ AI กับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี นายวินิจกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “AI ส่งผลกระทบต่อวิชาชีพบัญชี ซึ่งเข้ามาช่วยทำให้เกิดเครื่องมือใหม่ ๆ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพทำงานรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การนำ AI มาใช้ในการจัดทำข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจข้อมูลการเงิน แต่ถึงอย่างไรก็ตามมนุษย์ก็ยังเป็นผู้ตัดสินใจในการนำข้อมูลที่ได้จาก AI มาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจสูงสุด ดังนั้น เรายังต้องพัฒนาความรู้ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ท้ายสุดนี้ นายกสภาวิชาชีพบัญชีกล่าวถึงความสำคัญในเรื่องการทำบัญชีว่า การดำเนินธุรกิจโดยไม่มีข้อมูลให้เห็นว่าท่านกำลังมีผลประกอบการเป็นอย่างไร มีกระแสเงินสดและกำไรขาดทุนมากน้อยแค่ไหน เสมือนการดำเนินธุรกิจที่ตาบอด ซึ่งข้อมูลทางการเงินจะเป็นกระจกสะท้อนทำให้เห็นสิ่งเหล่านั้นได้ โดยคนที่ทำเรื่องนี้คือผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่จะช่วยจัดทำข้อมูลทางการเงินเพื่อเป็นเครื่องมือให้กับผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบธุรกิจนำไปใช้บริหารจัดการงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากไม่มี จะส่งผลให้ทำงานยากและเสี่ยงต่อความท้าทายต่างๆ
การจัดงานประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อหลัก “Shaping the Future of Accounting Professions” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของสภาวิชาชีพบัญชี ในการสานต่อพันธกิจและสอดรับกับวิสัยทัศน์ขององค์กร ที่เสริมสร้างและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้เป็นมืออาชีพ ร่วมสมัย เป็นสากล และมีจรรยาบรรณ อันจะนำไปสู่การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่องค์กร วิชาชีพบัญชี และเศรษฐกิจของไทย









