หน้าแรก ในประเทศ อ.อัครพงษ์ แจ...

อ.อัครพงษ์ แจงละเอียดยิบ MOU43-44 ไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดน อธิบายแผนที่ 1 ต่อ 2แสน

7.09.25 | 10:52 น.

อ.อัครพงษ์ แจงละเอียดยิบ MOU43-44 ไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดน อธิบายแผนที่ 1 ต่อ 2แสน
วันที่ 7 กันยายน ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก Akkharaphong Khamkhun ระบุว่า บทความต่อไปนี้เป็นบทความดูถูกสติปัญญาผู้อ่านเกี่ยวกับ MOU43 และ MOU44 ดังนั้น ก่อนจะอ่านต่อจนจบ

ผมขอให้ท่านโปรดเปิดอ่าน MOU43 (มี 4 หน้า 9 ข้อ) และ MOU44 (มี 2 หน้า 5 ข้อ) อ่านก่อนเลย เพราะถ้ายังไม่เคยอ่าน ก็อย่าเพิ่งอ่านบทความนี้ต่อเลยครับ…เสียเวลา

แต่….ถ้าเคยอ่าน MOU43 และ MOU44 มาแล้วก็ขอเรียนเชิญอ่านต่อได้ครับ

สำหรับ MOU43 ผมจะขอนำเสนอเพียง 3 ประเด็น ส่วน MOU44 ผมจะกล่าวถึงต่อจากนั้น
ประเด็นแรก สิ่งที่เราเรียกกันติดปากกันอยู่ตอนนี้ว่า MOU43 และ MOU44 หมายถึง เอกสารสัญญาระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จำนวน 2 ฉบับ ดังนี้

MOU43 เป็นชื่อเรียกของ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543

Advertisement

โปรดทำความเข้าใจ ณ บัดนี้ให้ได้ว่าคำสำคัญ คือ “การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” โดยเน้นไปที่คำว่า “หลักเขต” อ่านแล้วพอจะเห็นภาพหรือยังว่า เขาทำสัญญาตกลงจะไปร่วมกัน “สำรวจ” และ “จัดทำ” “หลักเขต” แดนทางบก

ไม่ได้ไปตกลงเรื่องขีดเส้นเขตแดนกันใหม่นะครับ ย้ำไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดนกันใหม่ ไม่ใช่ Delimitation แต่เป็นการ Demarcation คือ สำรวจและจัดทำ “หลักเขต” ที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ในปี 1909 และปี 1919 และจะไปร่วมกันจัดทำเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่มี “หลักเขต” ครับผม ทำเพิ่มเยอะๆๆๆๆ กี่จำนวนหลักก็ได้ ตามที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกัน แต่ก็ให้เป็นไปตามพื้นฐานทางกฎหมายที่ระบุเอาไว้ในสนธิสัญญาที่เคยทำกันมาในอดีตครับ

ดังนั้น เมื่อเข้าใจได้เบื้องต้นให้เคลียร์ได้เช่นนี้แล้ว เราถึงจะเข้าใจได้ต่อไป แต่ถ้ายังไม่เข้าใจให้กลับไปอ่านตั้งแต่ต้นใหม่อีกสัก 2 รอบ

ข้อกำหนดที่ระบุเอาไว้ใน MOU43 จึงเป็นไปเพื่อดำเนินการ “สำรวจและจัดทำหลักเขต” โดยมีข้อตกลงร่วมกัน 9 ข้อ โดยผมขอสรุปสั้นๆ ดังนี้

1. จะใช้เอกสารอะไรบ้างในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก

2. ให้ตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ให้มีการประชุมปีละครั้ง กำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ

3. ให้ตั้งอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม เพื่อลงพื้นที่ไปพิสูจน์ทราบตำแหน่งจริงของ “หลักเขต” (ข้อนี้กำหนดให้เคลียร์กับระเบิดด้วย)

4. ให้แบ่งพื้นที่สำรวจออกเป็นหลายตอน และให้ประธานตามข้อ 2 ลงนามรับรองเอกสารพร้อมแผนที่

5. จะงดเว้นการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ยกเว้นอนุกรรมาธิการเทคนิคจะทำเอง

6. ให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของฝ่ายตน แต่ถ้าเป็นค่าวัสดุจัดทำหลักเขต และการผลิตแผนที่ให้ช่วยกันจ่าย

7. อนุญาตให้ข้ามเส้นเขตแดนได้โดยไม่ต้องผ่านพิธีศุลกากร และอุปกรณ์ วัสดุ เสบียงไม่ต้องเสียภาษี

8. ให้ระงับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา

9. ให้เริ่มใช้ MOU นี้เลยในวันที่ลงนาม

คำถามที่เกิดขึ้นเสมอของสาธารณะชน คือ ที่กล่าวกันว่า MOU43 เป็นอันตรายและเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบถึงขั้นสุ่มเสี่ยงเสียดินแดน???

ผมขออนุญาตถามกลับตรงๆ ว่า ท่านเอาความคิดนี้มาจากไหน เกิดขึ้นเองโดยการจินตนาการล้วนๆ หรือ ฟังเขาเล่าว่า… เพราะถ้าหากท่านได้อ่านตัวบทใน MOU43 ทั้ง 9 ข้อจริงๆ แล้ว ขอถามว่า มีจุดไหน หรือ ข้อความใด ที่ทำให้ท่านคิดเช่นนั้น ดังที่ผมจะได้กล่าวต่อไปในประเด็นที่ 2

ประเด็นที่ 2 เท่าที่ผมนั่งฟังจากการให้สัมภาษณ์ในรายการต่างๆ และการอภิปราย และ/หรือ แถลงข่าวของฝ่ายที่เสนอให้ยกเลิก MOU43 ผมพบว่า ข้อกังวล ของพวกเขามักจะมุ่งเป้าไปที่ แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งผมขอถามว่า คนที่พูดเนี่ย เคยเห็นแผนที่ตัวจริงที่มีความละเอียดสูงหรือไม่ ถ้าเคยเห็นแล้วท่านจะเข้าใจได้ว่า ทำไมแผนที่ชุดนี้จึงมีประโยชน์กับฝ่ายไทย แต่ถ้าท่านยังไม่เคยเห็น ผมจะเล่าให้ฟังโดยคัดคำพิพากษาศาลโลกเมื่อปี 2505 มาตอบคำถามว่า แผนที่ชุดนี้ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียว ฝ่ายไทยไม่เคยรับรู้เรื่องแผนที่นี้ด้วย จริงๆ หรือ

“ในเรื่องนี้ ศาลมีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง ดังจะเห็นได้ชัดจากเอกสารหลักฐานว่า การพิมพ์และการติดต่อส่งแผนที่ทั้ง 11 ฉบับที่อ้างถึงข้างต้น รวมทั้งแผนที่ภาคผนวก 1 เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ เรื่องนี้มิใช่เป็นแต่เพียงการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างรัฐบาลฝรั่งเศสกับรัฐบาลสยามเท่านั้นและถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ยังเป็นการเพียงพอที่จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายได้

ในทางตรงกันข้ามแผนที่เหล่านี้ได้รับการโฆษณาแพร่หลายในวงวิชาการที่น่าสนใจ โดยได้ส่งไปให้สมาคมภูมิศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในประเทศสำคัญๆ และวงการอื่นๆ ที่สนใจในภูมิภาคแห่งนี้ ตลอดจนสถานอัครราชทูตไทย ณ ประเทศอังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งสมาชิกทุกคนในคณะกรรมการผสมฝรั่งเศส-สยาม การแจกจ่ายในชั้นแรกมีจำนวนประมาณ 160 ชุด ชุดละ 11 แผนที่

แผนที่ 50 ชุดส่งไปยังรัฐบาลสยาม ข้อที่ว่าภาคผนวก 1 ถูกส่งไปรัฐบาลสยามในฐานะที่เป็นผลงานปักปันเขตแดนนั้น จะเห็นได้ชัดจากหนังสือจากอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ที่ส่งไปยังเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในกรุงเทพฯ ลงวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ.1908 ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ในเรื่องที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมตามคำร้องขอของกรรมการฝ่ายสยามให้กรรมการฝ่ายฝรั่งเศสช่วยจัดทำแผนที่ในเขตแดนต่างๆ ขึ้นนั้น บัดนี้ คณะกรรมการฝ่ายฝรั่งเศสได้ปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

อัครราชทูตกล่าวด้วยว่า ได้มีผู้นำแผนที่ชุดหนึ่งมามอบให้เพื่อจัดส่งต่อไปยังเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศสยาม อัครราชทูตได้ให้รายชื่อแผนที่ทั้ง 11 แผ่น รวมทั้งแผนที่บริเวณทิวเขาดงรักด้วยในจำนวนอย่างละ 50 ชุด อัครราชทูตลงท้ายว่า ได้เก็บแผนที่ไว้ที่ถานอัครราชทูตอย่างละ 2 ชุด และจะได้ส่งแผนที่ อย่างละชุดไปยังสถานอัครราชทูต ณ กรุงลอน กรุงเบอร์ลิน ประเทศรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

ฝ่ายไทยได้ต่อสู้ว่าการติดต่อส่งแผนที่ต่างๆ เหล่านี้ โดยเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสนั้น เป็นการกระทำฝ่ายเดียว และว่าประเทศไทยมิได้ถูกขอร้องให้ตอบรับหรือได้ตอบรับแล้วอย่างเป็นทางการเลย

ตามความเป็นจริงได้มีการตอบรับทางพฤตินัยอย่างแน่ชัดแล้ว โดยไม่มีข้อสงสัย แต่ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่า พฤติการณ์แวดล้อมย่อมจะบังคับให้ต้องมีปฏิกริยาบางอย่างภายในระยะเวลาอันสมควรจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสยาม ถ้าหากมีความประสงค์ที่จะเสนอข้อคัดค้านแผนที่ หรือจะยกปัญหาสำคัญอันใดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสยามก็มิได้กระทำอย่างใดเลย ไม่ว่าในขณะนั้นหรือต่อจากนั้นมาอีกหลายปี

และด้วยเหตุนี้จึงต้องถือว่าได้ให้ความยินยอมโดยการนิ่งเฉยแล้ว ดังภาษิตลาตินว่า ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอมถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถจะพูดได้” (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 29-30)

อ่านแล้วก็คิดต่อเองได้ครับว่า ถึงแม้ว่า จะยกเลิก MOU43 ไปแล้ว เรายังจะหนีแผนที่ชุดนี้ไปได้จริงๆ เหรอหากต้องมีการอ้างหลักฐานในการเจรจาในอนาคต มันมีเหตุผลหนักแน่นจริงๆ หรือที่ต้องยกเลิก MOU43 เพียงเพราะการที่แผนที่ชุดนี้ถูกนำมาระบุเอาไว้ในข้อ 1 ในวงเล็บ (ค)

แล้วข้อ 1 (ก) (ข) และข้อ 2-9 เราเอาไปไว้ที่ไหนครับ ในเมื่อ MOU43 มันคือเอกสารในการเจรจา เราก็ต้องรวมเอาเอกสารที่เกี่ยวข้องมาไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้บรรลุผลอันรอบคอบ

ดังนั้น การ “สำรวจ” และ “จัดทำ” “หลักเขต” จึงต้องดำเนินการไปตาม “หลักฐาน” ทุกชิ้นที่ทั้งสองฝ่ายเคยยอมรับกันมาในอดีต เพราะ นอกจากแผนที่แล้ว ยังมี สนธิสัญญา อนุสัญญา และ บันทึกวาจาประกอบการเจรจาด้วย…เข้าใจหรือยังครับ “ไม่ใช่การปักปันเขตแดนกันใหม่” อ่านอีก 3 รอบก็ได้ว่า ไม่ใช่การไปกำหนดเส้นเขตแดนหรือไปปักปันเขตแดนกันใหม่

ประเด็นที่ 3 ปัญหาอีกประการหนึ่งที่มักพูดกันว่า MOU43 นั้น เป็นโมฆะเพราะขัดรัฐธรรมนูญ

ผมขออนุญาตยก มาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งระบุว่า

“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐหรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา”

คำถามคือ ถ้าอ่านทั้ง 9 ข้อของ MOU43 มันมีข้อไหนใน 9 ข้อที่เข้าเงื่อนไข มาตรา 224 ไหมครับ ประเด็นอยู่ที่ “มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต” ขอถามว่า ในเมื่อมันเป็นการ “สำรวจ” และ “จัดทำ” “หลักเขต” เท่านั้น ตามเอกสารหลักฐานที่เคยมีมาในอดีต แล้วมันจะเข้าเงื่อนไข รัฐธรรมนูญมาตรา 224 ตรงไหนครับ

เพราะตราบเท่าที่ “ผลงาน” ของคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการตามข้อ 2 และข้อ 3 ของ MOU43 ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ยังไม่เข้าข่ายมาตรานี้ ที่สำคัญเมื่อผลงานขั้นสุดท้ายสำเร็จลงออกมาเป็น “แผนที่” เส้นเขตแดนซึ่งระบุตำแหน่งพิกัดของ “หลักเขตแดนทางบก” ทุกหลัก และ “แผนที่” ชุดนี้นี่เองควรจะต้องนำเข้าเสนอรายงานต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเห็นชอบตามขั้นตอนต่อไป

ที่นี้ขอหันมาพูดเรื่อง MOU44 หรือ ชื่อเต็มๆ ในภาษาอังกฤษ คือ Memorandum of Understanding between the Royal Thai Government and the Royal Government of Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims to the Continental Shelf หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

โปรดอ่านใหม่อีก 3 รอบ

เขาคุยกันเรื่องอะไรครับ???

ใช่แล้ว ไหล่ทวีป ไหล่ทวีป ไหล่ทวีป ครับ

แล้วทีนี้ผมจะเล่าเรื่อง ไหล่ทวีป ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เขาอนุญาตให้รัฐชายฝั่งทำอะไรได้บ้างครับ อ่านต่อเลยนะครับ!!!

ท่านเคยฉุกคิดไหมครับว่า ทำไมเขตทางทะเลมันถึงมีหลายเส้น ทำไมไม่ขีดเส้นเดียวให้มันจบๆ ไป เหมือนเส้นเขตแดนทางบก ???

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเล กำหนดเอาไว้ว่า เขตทางทะเล Maritime Zone มีทังหมด 6 เส้น/ลักษณะ มันไม่ได้มีแต่เฉพาะเส้น ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea)

เนื่องจากพื้นที่ในทะเล นั้น “อำนาจอธิปไตยของรัฐจะลดลงไปเรื่อยๆ ตามระยะทางที่ไกลออกไปจากชายฝั่ง” หรือ พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ รัฐไม่ได้มีอำนาจเต็มร้อยในแต่ละเส้นของเขตทางทะเล

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนที่แล่นเรือในทะเลเขารู้กันทั่วทั้งนั้นแหละครับว่า เส้นไหนเป็นเส้นไหน เขาจะไปไหนมาไหน เขาระแวดระวังกันอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงครับ

คำว่า เขตทางทะเล Maritime Zone ไม่ใช่ เส้นเขตแดนทางทะเล Sea Boundary Line เพราะเราจะไม่เดินลงไปปักปันเส้นเขตแดน หรือ เราจะไม่ขีดเส้นอาณาเขตในท้องทะเล ไม่เหมือนกับเขตแดนทางบก Land Boundary แต่ในทางกฎหมายทะเลทั้ง ฉบับปี 1958 และ UNCLOS 1982 กำหนดให้ รัฐต้องกำหนดเส้น/ขีดเส้น “ฐาน Baseline” ซึ่งคนเดินเรือเขาก็รู้ด้วยว่าอยู่ตรงๆ ไหน เกือบทุกประเทศในโลกมีการประกาศเส้นฐาน จะเป็นเส้นฐานปรกติ เส้นฐานตรง หรือ เส้นฐานตรงหมู่เกาะ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิศาสตร์ของชายฝั่งและหมู่เกาะที่จะเอื้ออำนวยให้ขีดได้ และส่วนมากก็ขีดให้ตนเองได้มากที่สุดเท่าที่จะขีดได้

ดังนั้น ถ้านับ 1 ด้วยความเข้าใจแบบนี้ก่อน เส้นอื่นค่อยว่ากันต่อไป

เมื่อเรารู้จักกันไปแล้ว 1 เส้น คือ เส้นฐาน ดังนั้น ขอให้ทุกท่านนับ 1 จากเส้นนี้ วัดเข้ามาจาก เส้นฐาน ถึงฝั่งแผ่นดินเรียกว่า 1.น่านน้ำภายใน (Internal Water) แต่ถ้าวัดห่างออกไปจากเส้นฐานเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล เรียกว่า 2.ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) เขตทางทะเลใน 2 ส่วนนี้ เรามีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) สมบูรณ์เต็มที่ ใครบุกรุกล้ำก้ำเกินเข้ามาโดยไม่สุจริต (ยกเว้น การผ่านโดยสุจริต innocent passage เราก็ทำอะไรเขาไม่ได้) ไม่ว่าจะลอยมาบนผิวน้ำ จะถลามาบนอากาศ หรือ จะดำน้ำมุดเข้ามา ฝ่ายเราก็สามารถยิงได้เลย เราไม่ได้ทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ โลกไม่ติเตียน ไม่ต้องกลัวหากต้องไปขึ้นศาล จบนะ

เส้นต่อมา คือ วัดต่อไปจากจุดสุดท้ายของทะเลอาณาเขตออกไปอีก 12 ไมล์ทะเล เรียกว่า 3.เขตต่อเนื่อง (Contiguous Zone) ซึ่งตามกฎหมายทะเลกำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า รัฐชายฝั่งมีเฉพาะสิทธิอธิปไตย (Sovereign Rights) หมายถึง ทำได้แค่ป้องกันและลงโทษ ผู้ที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับศุลกากร การคลัง การเข้าเมือง หรือ การสุขาภิบาล เท่านั้น

ย้ำว่า ทำได้เพียงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเราสงสัยว่ามีเรือลำหนึ่งขนแรงงานเถื่อนหรือขนของหนีภาษีเข้ามาในน่านน้ำไทย เราจะไปจับเรือลำนั้นสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เราต้องเช็ค GPS ให้แน่ใจก่อนว่า เรือลำนี้อยู่ภายในระยะ 24 ไมล์ทะเลจากเส้นฐานของประเทศไทยหรือไม่ เพราะถ้าเกิดไปจับเขาแล้วส่งเรื่องขึ้นฟ้องศาล สุดท้ายปรากฏว่า มีหลักฐานแจ่มชัดพิสูจน์ได้ว่าเรือลำนี้ไม่ได้อยู่ภายในระยะ 24 ไมล์ทะเลตามที่กฎหมายทะเลกำหนดเอาไว้ ฝ่ายเราจะต้องปล่อยเขาไปและยังอาจจะถูกฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายได้ด้วย

เส้นต่อมาคือ 4. เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone) ให้วัดจากเส้นฐานออกไปได้ไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล (เส้นนี้ไม่มีในกฎหมายทะเลปี 1958) แต่ในกฎหมายทะเลปี 1982 ยิ่งลดความสำคัญของอำนาจรัฐลงอีก เพราะทำได้แค่ สำรวจ Exploration แสวงประโยชน์ Exploitation อนุรักษ์ Conservation จัดการ Management ทรัพยากรในพื้นดินท้องทะเล seabed ดินใต้ผิวดิน subsoil ห้วงน้ำ water และแสวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พัฒนาพลังงานน้ำ/ลม ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต สามารถสร้าง/อนุญาตให้สร้างสิ่งก่อสร้าง/เกาะ(เทียม) ทำการวิจัยค้นคว้าคุ้มครอง สงวนรักษาสิ่งแวดล้อม และออกกฎหมายควบคุมได้ เราทำได้เท่านั้นจริงๆ จะไปยิงหรือจะไปจมเรือเขานี่ โดนฟ้องแน่ๆ อันนี้โลกติเตียน

เส้นต่อมา คือ 5. เส้นไหล่ทวีป (Continental Shelf) ซึ่งเป็นเรื่องของพื้นดินท้องทะเล seabed และดินใต้ผิวดิน subsoil ของบริเวณใต้ทะเล

กฎหมายกำหนดไว้ว่า เราทำได้แต่เพียงแสวงประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นดิน/ดินใต้ผิวดิน และเราต้องยินยอมให้มีการวาง/บำรุงรักษาสายหรือท่อใต้น้ำของรัฐชายฝั่งอื่นด้วย แค่นั้นเลย ไม่ได้ให้ทำอย่างอื่นเลย เราไม่มีอำนาจเหมือน 4 เส้นแรก ครับ และยิ่งเส้นสุดท้ายคือ 6.ทะเลหลวง (High Sea) อันนี้ไม่ต้องพูดถึง ตัวใครตัวมัน

อ่านมาถึงตอนนี้ คงจะพอเข้าใจแล้วว่าทำไม ทะเล ถึงมีเส้นเยอะจัง มีตั้ง 6 เส้น/ลักษณะ และอาณาเขตของแต่ละเส้นก็มีอำนาจหน้าที่ต่างกันตามที่กำหนดเอาไว้ในกฎหมายทะเล ซึ่งในปัจจุบัน ถ้าเกิดข้อพิพาทถึงขนาดต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเราก็จะใช้ UNCLOS 1982 เป็นหลัก ถ้าไม่เคยอ่านกฎหมายฉบับนี้ ท่านจะเกิดความงุนงงสงสัยมากๆ ครับ ดังนั้น ขอให้ท่านพิจารณาศึกษาเรื่อง UNCLOS ให้ดีเสียก่อนก็แล้วกัน

บันทึกความเข้าใจ MOU44 ฉบับนี้ลงนามกันไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 โดยมีเนื้อหาว่า ให้ทั้งสองฝ่ายตกลงบนพื้นฐานที่ยอมรับได้ร่วมกันในการแสวงประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน โดยให้ จัดทำความตกลงสำหรับการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมตามเอกสารแนบท้าย และ ยังกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งเขตร่วมกันในทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ในข้อ 5 ก็ได้กำหนดไว้ชัดว่า “ภายใต้เงื่อนไขการมีผลใช้บังคับของการแบ่งเขตสำหรับการอ้างสิทธิทางทะเลของภาคีผู้ทำสัญญาในพื้นที่ที่ต้องมีการแบ่งเขต บันทึกความเข้าใจนี้และการดำเนินการทั้งหลายตามบันทึกนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของแต่ละภาคีผู้ทำสัญญา” หมายความว่า ถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงระหว่างนี้ ก็ให้ถือว่า MOU 44 นี้จะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิ์ของทั้งสองฝ่าย

คำถาม คือ แล้วตัวเอกสารแนบท้ายที่หลายคนกังวลว่า มีการขีดเส้นไปคร่อม/อ้อมเกาะกูด จะทำให้เราเสียดินแดนหรือไม่

ขอตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน ไม่เกี่ยวกัน ไม่เกี่ยวกัน

เพราะเส้นนั้น คือ เส้นไหล่ทวีป ของกัมพูชาที่ขีดขึ้นในปี 2515/1972 (No.439-72/PRK) ซึ่งมีสิทธิ์ทำได้แค่ไม่กี่อย่าง ส่วนฝ่ายไทยเอง เราก็มีการประกาศเส้นฐานที่ชัดเจนตั้งแต่ปี 2513/1970 (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 87 ตอนที่ 52/12 มิถุนายน 2513) ซึ่งการประกาศ เส้นฐาน มีความหมายว่า วัดจากจุดนี้ออกไปเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล นั่นคือ อำนาจอธิปไตยสมบูรณ์ในพื้นที่ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) ทั้งบนผิวน้ำ ใต้น้ำ และในอากาศ ล้วนเป็นอำนาจเต็มของเรา ในทำนองเดียวกัน เส้นไหล่ทวีปที่เราประกาศในปี 2516/1973 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 90 ตอนที่ 60/1 มิถุนายน 2516) ก็ทำได้แค่ไม่กี่อย่าง จะไปยิงกันก็ไม่ได้ครับ

สรุปว่า รัฐมีอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ ทะเลอาณาเขต มีมากกว่าในพื้นที่ ไหล่ทวีป จบนะครับ จะไปกังวลอะไรครับ ถ้าอ้างสิทธิ์ไหล่ทวีปทับซ้อน แต่มาทับซ้อนกับทะเลอาณาเขตของเรา เราก็ทำหน้าที่ไปตามกฎหมายระหว่างประเทศครับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนเดินเรือ คนทะเลเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไรครับ ที่สำคัญ ใน MOU 44 เขาไม่ได้ให้ทั้งสองฝ่ายมาตกลงกันว่าจะขุดเจาะหาปิโตรเลียมในพื้นที่บริเวณนี้เลย เขาแยกพื้นที่บริเวณนี้เอาไว้สำหรับตกลงกันเรื่อง เขตทางทะเล ครับ อ่านดีๆ อ่านใหม่ อ่านช้าๆ จะได้ไม่ทะเลาะกันครับผม
เอวังก็ขอจบลงเพียงเท่านี้!!! มีอะไรก็ส่งข้อความมาถามกันได้