สบส.ตรวจคลินิกถูกอ้างชื่อเอี่ยวขนถังอสุจิ เตรียมขยายผล ‘เอเจนชี่’ หากพบเกี่ยวข้อง

21.04.17 | 14:50 น.

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 เมษายน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส.และทีมกฎหมาย สบส.เข้าตรวจสอบคลินิก 2 แห่ง ย่านเพลินจิต และเขตปทุมวัน ซึ่งทั้ง 2 แห่ง ถูกอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนถังไนโตรเจนบรรจุอสุจิที่จ.หนองคาย เพื่อข้ามไปยังอีกประเทศ จนเกิดการจับกุมชายที่รับจ้างขนย้ายที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว อ.เมืองหนองคายตามที่เป็นข่าวนั้น

โดยนพ.ธงชัย กล่าวว่า จากกรณีการตรวจจับที่หนองคายนั้น ได้มีการกล่าวอ้างถึงชื่อคลินิกทั้ง 4 แห่ง ซึ่งทางสบส.ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบมาตรฐาน แต่ไม่ได้เข้าจับกุม เนื่องจากยังไม่พบความผิด อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากการตรวจสอบคลินิกย่านเพลินจิตนั้น ได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องและมีมาตรฐานในการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ ส่วนประเด็นว่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีตรวจจับที่จ.หนองคายหรือไม่นั้นขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีการเชื่อมโยงกันแต่อย่างใด และจากการหารือกับทางแพทย์ที่ประจำคลินิกแห่งนี้ แจ้งว่า เบื้องต้นได้แจ้งความทางผู้กล่าวอ้างถึงคลินิก โดยยืนยันกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ทางสบส. จะลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิกทั้งหมด 70 แห่งที่มีศักยภาพในการทำการผสมเทียม การจัดเก็บน้ำเชื้อ ซึ่งจะตรวจสอบมาตรฐานทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามถามว่า จากข่าวการเข้าตรวจสอบคลินิกเหล่านี้จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายหลักฐานที่อาจเชื่อมโยงกันหรือไม่ นพ.ธงชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะหลักฐานทั้งหมดจะอยู่ที่จ.หนองคาย และต้องรอการตรวจสอบถังไนโตรเจนว่า บรรจุเชื้ออสุจิ หรือเป็นไข่ หรือเป็นตัวอ่อน ก่อน ทราบว่าทางหนองคายส่งต่อไปยังพื้นที่ขอนแก่น เนื่องจากมีศักยภาพในการตรวจสอบ และเมื่อได้ข้อมูลแล้วจะส่งมายัง สบส. เพื่อทำการขยายผลต่อไปว่า เกี่ยวข้องกับคลินิกแห่งใดบ้าง

“เมื่อทราบข้อมูลหลักฐานทั้งหมดแล้ว ทางสบส.จะมีอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบได้ว่า หลักฐานเชื่อมโยงไปยังคลินิกหรือหน่วยบริการทางการแพทย์ใดบ้างหรือไม่ หากเกี่ยวข้องก็สามารถตรวจจับได้ รวมทั้งกรณีที่เกิดขึ้นมีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่เรียกว่า คุณยู เราต้องมาตรวจสอบว่าเป็นตัวแทนในการจัดส่งเรื่องนี้หรือไม่ หรือเป็นเอเจนซี่ ซึ่งหากใช่จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มีโทษจำคุก 5 ปีหรือปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีโทษสูง” นพ.ธงชัย กล่าว และว่า ส่วนสถานพยาบาล หรือคลินิกหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่การเคลื่อนย้ายถังไนโตรเจนบรรจุอสุจิ เพื่อนำไปทำอุ้มบุญยังต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายเข้มงวด นพ.ธงชัย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่กฎหมายก็ระบุไว้แล้วว่า ไม่สามารถนำไข่ อสุจิ หรือตัวอ่อนออกนอกประเทศ เพราะหากตรวจจับได้ที่ด่าน เหมือนกรณีหนองคาย ก็ถือว่าผิด แต่หากข้ามไปยังประเทศปลายทางแล้ว จะไม่สามารถดำเนินคดีได้

Advertisement

เมื่อถามว่าเพราะเหตุใดจึงต้องนำอสุจิไปทำอุ้มบุญที่ต่างประเทศ นพ.ธงชัย กล่าวว่า อาจเพราะไทยมีศักยภาพในเรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และขณะนี้เราก็ยังไม่ทราบว่า กรณีนี้เป็นการนำอสุจิไปทำอุ้มบุญจริงหรือไม่ เพราะยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ถังไนโตรเจนเป็นเชื้ออสุจิ

ด้าน ทพ.อาคม กล่าวว่า ขณะนี้ต้องรอหลักฐานจากทางพื้นที่ก่อนว่า ตกลงเป็นเชื้ออสุจิ หรือเป็นอะไร ซึ่งต้องรอทางขอนแก่นตรวจสอบก่อน จากนั้นจะส่งมายัง สบส. เพื่อตรวจสอบหาต้นทางที่ส่งไป โดยดูได้จากโอพีดีการ์ด ซึ่งจะระบุชื่อเจ้าของ และคลินิกที่เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้ทราบได้และเข้าไปตรวจสอบเพื่อดำเนินการต่อไปได้