วันที่ 21 เมษายน 2560 ที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการประชุมพิจารณาแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่รอส. ในพื้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดยมีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.เพชรบูรณ์เป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้มีนายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นประธาน และมีนายกฤษณ์ คงเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมพ.อ.ถนัดพล โกศัยเสวี รองผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1(รองผบ.พล.ม.1), พ.อ.ฐาวิรัตน์ ยังน้อย รองผู้อำนวยการกองอำนวยการความมั่นคงภายใน(รองผอ.กอ.รมน.)จ.เพชรบูรณ์ รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือ จากนั้นที่ประชุมโดยฝ่ายทหารได้รายงานสรุปถึงความเป็นมาของที่ดินรอส.เขาค้อ หลังจากกองทัพภาคที่ 3 ได้ขอใช้พื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้เพื่อจัดสรรที่ดินให้กับครอบครัวรอส.ใน 4 ตำบลของอ.เขาค้อ และจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์พัฒนาขึ้น
ขณะเดียวกันฝ่ายทหารยังมีการรายงานถึงการบุกรุกที่ดินรอส.ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2540 โดยถูกกลุ่มนายทุน นักธุรกิจ นักการเมือง อดีตข้าราชการตลอดจนรอส. บุกรุกพื้นที่ก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ ร้านอาหารและโรงแรมที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและฝ่าฝืนระเบียบของโครงการ โดยการซื้อขายสิทธิทำกินในที่ดินหรือเช่าช่วงบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ในพื้นที่โครงการ นอกจากนี้ยังมีการรายงานจำนวนคดีที่มีการจับกุมผู้บุกรุกตั้งแต่ปี 2554-2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 64 คดี โดยในจำนวนนี้มีทั้งคดีที่ทราบผลแล้ว คดีสั่งไม่ฟ้อง คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์และที่ยังไม่ทราบผลคดี รวมทั้งคดีที่ทางกรมสืบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)รับเป็นคดีพิเศษไปจำนวน 8 คดี
จากนั้นยังมีการรายงานถึงสภาพปัญหาข้อขัดข้อง ทั้งในด้านทัศนคติของประชาชน รอส.ที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม โดยมีความเห็นคัดค้านต่อการเข้ามาดูแลพื้นที่ของทหาร สาเหตุเพราะรอส.ส่วนใหญ่ได้มีการขายที่ดินทำกินและที่ดินอยู่อาศัยให้แก่กลุ่มทุนไปแล้ว นอกจากนี้กลุ่มนายทุนยังสนับสนุนให้รอส.ที่ขายที่ดินรวมตัวเป็นกลุ่มมวลชนขึ้นคัดค้าน และขัดขวางกดดันการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ของส่วนราชการอื่นๆที่มุ่งเน้นเพื่อการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เดิมของการขอใช้พื้นที่ของกองทัพภาคที่ 3 และกอ.รมน.ภาค 3 นอกจากนี้พ.ร.บ.การป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นเครื่องมือปฏิบัติงานถูกยกเลิกไป โดยพ.ร.บ.ความมั่นคงในปัจจุบันไม่มีการเชื่อมโยงหรือให้อำนาจเจ้าหน้าที่โครงการฯ ทำให้ถูกส่วนราชการในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตุเรื่องข้อกฎหมายที่จะมาใช้ดูแล ส่งผลให้รอส.ที่อยู่ในพื้นที่ไม่เชื่อฟังและไม่ให้ความร่วมมือฝ่ายทหารเท่าที่ควร
ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันมีการระบุว่า กลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของกิจการได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นเครือข่าย เพื่อต่อสู้ให้มีความชอบธรรมในกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อมาจากรอส.และอยู่ในการถือครอง ขณะเดียวกันยังจัดให้มีการรังวัดแนวเขตแปลงใหม่และทำการใส่ชื่อกลุ่มนายทุน รีสอร์ทแทนรอส.ที่ขายที่ดินให้แทน แม้จะมีการแจ้งเตือนแต่กลุ่มนายทุนเหล่านี้มิได้หยุดการกระทำ โดยมีกลุ่มข้าราชการและผู้นำชุมชนบางกลุ่มในพื้นที่ให้การสนับสนุน นอกจากนี้การรังวัดยังไม่เรียบร้อยเนื่องจากขาดแผนที่ 1:4000 อีกทั้งยังขาดงบประมาณในการรังวัดและปักแนวหลักเขตแนวใหม่ จากนั้นมีข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้จัดหางบฯหรือขอความร่วมมือจากหน่วยงานสำนักงานปฎิรูปที่ดินฯ และกรมอุทยานฯซึ่งประกาศแนวเขตทับซ้อนพื้นที่บางส่วนที่ทหารขอใช้จากกรมป่าไม้ ทำการรังวัดปักแนวเขตใหม่เพื่อให้เกิดความชัดเจน
นอกจากนี้ให้พิจารณาดำเนินการกับรอส.ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทัพภาคที่ 3 และกอ.รมน.ภาค 3 อย่างจริงจังเด็ดขาด เนื่องจากปัจจุบันมีรอส.จำนวนมากทำผิดกฎระเบียบเพราะเห็นว่าไม่ถูกลงโทษ ทำให้ไปเชื่อฟังกลุ่มทุนเพราะต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน การพิจารณาติดตามคืนพื้นที่ให้กับกรมป่าไม้และประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับคำสั่งและข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการใช้อำนาจหน้าที่ปกป้องพื้นป่าและต้นน้ำกับผู้บุกรุก และเห็นควรใช้มาตรการเด็ดขาดจัดการกับกลุ่มที่มาสร้างอิทธิพลและหาผลประโยชน์ในพื้นที่
จากนั้นมีการรายงานถึงแนวทางดำเนินการกับรอส. 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ขั้นเตรียมการ(ข้อมูลพื้นฐาน) 2.ขั้นการสำรวจข้อมูลรอส. 3.ขั้นสรุปผลการสำรวจและ4.ขั้นการดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับและตามเงื่อนต่างๆ โดยในขั้นตอนการสำรวจทางกองพล.ม.1 เตรียมกำลังไว้ 200 นาย วางกรอบในการเข้าสำรวจในขั้นที่ 2 ราว 8 สัปดาห์หรือราว 2 เดือน ซึ่งจะเป็นการเอ็กซเรย์พื้นที่ใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ทราบข้อมูลรอส. ณ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนมือหรือถูกบุกรุก ซึ่งจะได้ข้อมูลมาวางแผนจัดระเบียบในโอกาสต่อไป

ด้านพ.อ.ถนัดพล โกศัยเสวี รองผบ.พล.ม.1 กล่าวว่า ที่ผ่านทางทางกองทัพภาคที่ 3 หรือทางหน่วยในพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการดำเนินคดีกับรีสอร์ทที่ไม่ถูกต้องเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เรื่องนี้ทางกองทัพบกโดยเลขาฯคสช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ส่วนทางกองทัพภาคที่ 3 ได้ประสานให้ทางกองพลฯรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อปรับจูนข้อมูลให้ตรงกัน และมีการระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเสนอไปยังกองทัพฯซึ่งจะมีการเชิญประชุมพร้อมจัดทำแผนแม่บทไปในคราวเดียวกัน ส่วนศูนย์กลางที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจะเป็นกอ.รมน.เพชรบูรณ์
จากนั้นนายฐิติศักดิ์ กันเขตต์ นายอำเภอเขาค้อพร้อมนายสมพงษ์ ทองหนูนุ้ย ปลัดอำเภอเขาค้อ ได้นำเสนอร่างแผนแม่บทแก้ไขปัญหาที่ดินรอส.เขาค้อโมเดล พร้อมแนวคิดในการจัดทำร่างแผนแม่บทพร้อมเสนอยุทธศาสตร์ที่จะใช้แก้ปัญหา ตั้งแต่การฟื้นฟูโครงการตามแนวพระราชดำริ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพรอส.เพื่อไม่ต้องขายที่ดินออกไป พร้อมชี้แจงถึงการจัดแบ่งกลุ่มเป็น 3 สี โดยกลุ่มสีขาวเป็นรอส.ที่ทำถูกเงื่อนไขยังไม่ได้ขายที่ดิน กลุ่มสีเทาเป็นรอส.ที่เปลี่ยนมือไปทำร้านค้ารานอาหารรีสอร์ต และกลุ่มสีดำเป็นกลุ่มที่เข้ามาอยู่โดยไม่รับอนุญาต ส่วนมาตรการที่กำหนดตั้งแต่เข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย และมีการกำหนดพื้นที่ผ่อนปรนหรือโซนนิ่งและนำศาตร์พระราชาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดิรเข้าไปดูแล นอกจากนี้นายฐิติศักดิ์ยังแจ้งด้วยว่า เมื่อวานนี้ได้ประชุมรอส.ในพื้นที่ราว 100 คน มีการเสนอว่าเนื่องจากสภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปจึงขอให้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบและเงื่อนไขที่ดินรอส.เขาค้อด้วย

“เมื่อต้นปี 2557 ทางอำเภอได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสำรวจเพื่อจะคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ จากนั้นวันที่ 2 มิถุนายน 2558 ทางอดีตผู้ว่าฯได้เซ็นหนังสือส่งมอบคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้แต่ไม่รับการเห็นชอบ ซึ่งอำเภอก็ใช้เลื่อนเวลานี้วันที่ 2 มิถุนายน 2558 ซึ่งมีรีสอร์ทกว่า 400 แห่งก็ถือเป็นรีสอร์ทที่อยู่ระหว่างการแก้ไขแต่หลังจากวันเวลาดังกล่าวไปแล้วจะถือเป็นการบุกรุกใหม่ และยังเป็นการฝ่าฝืนประกาศอำเภอเขาค้อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 ห้ามก่อสร้างรีสอร์ท”นายฐิติศักดิ์กล่าวพร้อมย้ำว่า เรื่องความแตกต่างระหว่างภูทับเบิกกับเขาค้อ โดยเฉพาะภูทับเบิกเป็นหมู่บ้านเดียวแต่เขาค้อ 4 ตำบลหลายสิบหมู่บ้าน ซึ่งขนาดของปัญหาใหญ่โตกว่าภูทับเบิก ขณะเดียวกันป่าเขาค้อเป็นป่าโซนอีในขณะที่ภูทับเบิกเป็นป่าลุ่มน้ำชั้น 1เอ
อย่างไรก็ตามนายกฤษณ์ คงเมือง ยังได้สอบถามถึงแนวทางการแก้ไขที่ดินเปลี่ยนมือจากรอส.ไปเป็นบุคคลภายนอก มีกำหนดไว้ในร่างแผนแม่บทอำเภอเขาค้อไว้อย่างไร และในการจะกำหนดพื้นที่ผ่อนปรนจะให้ผ่อนปรนอะไรบ้าง นอกจากนี้รองผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ยังระบุด้วยว่า หากเปรียบเทียบกับโมเดลภูทับเบิกจะริ่มจากการสำรวจข้อมูลให้ชัดเจน จำกัดรอส.และอาจแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามแผนทางอำเภอ และเน้นไปที่กลุ่มสีเทาซึ่งเป็นรอส.เดิมที่ผิดเงื่อนไขมีเท่าไหร่และเปลี่ยนมือไปเท่าไหร่ เพื่อนำข้อมูลมากำหนดแนวทางแก้ไข จึงให้ทางอำเภอหาความชัดเจนในข้อนี้
“ส่วนแนวทางแรกที่ทางอำเภอเสนอให้เพิกถอนสิทธิการเป็นรอส.ซึ่งตรงกับทางฝ่ายทหาร แนวทางที่ 2 ผ่อนคลายกฎทางอำเภอต้องไประดมความคิดจะให้ผ่อนคลายยังไงพื้นที่แค่ไหน เพื่อเสนอให้ทางหน่วยเหนือหรือระดับนโยบายเป็นผู้พิจารณาว่า จะให้เป็นตามกฎระเบียบเดิมที่มีอยู่หรือจะใช้แนวทางที่ทางอำเภอเสนอสำหรับในกลุ่มสีเทา ส่วนในกลุ่มสีดำฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่ให้มีเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะต้องไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม อยากให้หยุดปัญหาอยู่เพียงแค่นี้โดยไม่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมต่อไปและขอให้ทางอำเภอไปวางแนวให้ชัดเจน”นายกฤษณ์กล่าว
สำหรับข้อมูลการจับกุมผู้บุกรุกที่ดินรอส.เขาค้อตั้งแต่ปี 2554-2559 จำนวน 64 คดีนั้น ในปี 2554 มีจำนวน 48 คดี โดยมี 7 คดีทราบผลแล้ว และ 2 คดีแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดี ในขณะที่อีก 2 คดีแจ้งงดการสอบสวนคดี นอกจากนี้ยังมี 26 คดีแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องและยังไม่ทราบผลคดีจำนวน 11 คดี ในขณะที่การกรมสืบสวนคดีพิเซษ(ดีเอสไอ)รับเป็นคดีพิเศษจำนวน 8 คดี ส่วนในปี 2558 มีจำนวน 1 คดีตัดสินแล้วยังไม่สิ้นสุดอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ในปี 2559 มีจำนวน 7 คดี โดย 6 คดี อยู่ระหว่างผู้เชี่ยวชาญคำนวณค่าเสียหายภาครัฐของกรมป่าไม้ประเมินค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม เพื่อประกอบพิจารณาในการส่งฟ้อง ส่วนอีก 1 คดีอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนสืบหาผู้กระทำผิด

