จากกรณีนายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี ถูกจับกุมบริเวณด่านหนองคาย พร้อมของกลางเป็น ถังไนโตรเจนบรรจุหลอดใส่อสุจิ โดยรับสารภาพขนอสุจิจากคลินิกในกรุงเทพฯ 4 แห่งไปส่งยังฝั่งลาวและเจ้าตัวยินยอมระงับคดีด้วยการจ่ายค่าปรับจำนวน 200,000 บาทนั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทางกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) เตรียมขยายผลว่า กรณีดังกล่าวเชื่อมโยงกับการอุ้มบุญที่ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 หรือไม่
เมื่อวันที่ 22 เมษายน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิก 2 แห่งจาก 4 แห่งที่ถูกกล่าวอ้างไปนั้น เบื้องต้นไม่พบอะไรผิดปกติ และอีก 2 แห่งจะมีการตรวจในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม จริงๆ การลงพื้นที่ตรวจสอบก็เพื่อดูมาตรฐานของคลินิกแต่ละแห่ง แต่ข้อเท็จจริงแล้วต้องรอผลการตรวจสอบก่อนว่า ในหลอดที่อยู่ในถังไนโตรเจน เป็นเชื้ออสุจิทั้งหมดหรือไม่ และภายในจะระบุได้ว่าเป็นของคลินิกใดเพิ่มเติม และมีหลักฐานต่างๆมากกว่านี้ ซึ่งหากพบหลักฐานเพิ่มเติมก็สามารถเข้าตรวจสอบคลินิกได้อีกครั้ง
นพ.ธงชัย กล่าวอีกว่า ประเด็นของเรื่องนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะขณะนี้สังคมอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจาก 1.การตรวจสอบว่าเป็นเชื้ออสุจิหรือไม่ และเป็นของใครก็เพื่อให้ทราบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนถังที่บรรจุอสุจิออกนอกประเทศด้วยหรือไม่ เพราะเมื่อมีหลักฐานเบื้องต้นก็จะสามารถไปตรวจสอบและหาข้อมูลว่าคลินิกมีส่วนรู้เห็นกับการส่งออกนอกประเทศหรือไม่ อย่างไร เพราะหากมีก็จะมีความผิดที่ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ ขาย นำเข้า ส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือ ต้องรอผลการตรวจสอบยืนยันเชื้ออสุจิ จากทางรพ.ขอนแก่นก่อน และ 2.กรณีที่ขณะนี้สังคมอาจเข้าใจว่ามีการเชื่อมโยงว่า นำอสุจิไปอุ้มบุญที่ต่างประเทศหรือไม่ เพราะประเทศไทยมีกฎหมายเข้มงวด เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเป็นการอุ้มบุญ และอาจกระทบต่อประเทศไทยในแง่ความเข้าใจสับสนกับเรื่องการรักษาภาวะมีบุตรยากได้
“ส่วนกรณีที่ศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที ออกมาแถลงว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แม้ 2หลอดใน 6 หลอดซึ่งบรรจุในถังไนโตรเจน จะเป็นอสุจิที่มาฝากไว้ที่ศูนย์ฯ และมีหลักฐานมาแสดง แต่ทางสบส.ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างเป็นทางการอีก เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเหมือนกันกับทุกคลินิก นอกจากนี้ กรณีเคสดังกล่าว ยังไม่อยากให้ฟันธงว่าเป็นการอุ้มบุญ เพราะต้องไปตรวจสอบก่อนว่า เจ้าของสเปิร์มที่มาฝากกับทางคลินิกในไทยนั้น ขณะที่ฝากอาจยังอยู่ประเทศไทย แต่ทุกวันนี้อาจไปอยู่ต่างประเทศ จึงอยากขอย้ายอสุจิของตนหรือไม่ ตรงนี้ต้องไปตรวจสอบ แต่หากไม่จริงก็ต้องไปสืบว่าเป็นเพราะสาเหตุใด จะเชื่อมโยงกับการนำไปรักษาภาวะมีบุตรยากของตัวเอง หรือการอุ้มบุญ ทั้งหมดต้องรอหลักฐาน ปัญหาคือ หากเป็นเรื่องอุ้มบุญ หากออกนอกประเทศไปแล้ว และจับไม่ได้เหมือนกรณีนี้ ก็จะไม่สามารถไปเอาผิดได้ เพราะกฎหมายไทยใช้ได้เฉพาะภายในประเทศ” รองอธิบดี สบส. กล่าว
ด้านนพ.กำธร พฤกษานานนท์ กรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กล่าวว่าสำหรับการแช่เย็นเชื้ออสุจิ และตัวอ่อน ไม่แตกต่างกัน ต้องอาศัยอุณหภูมิที่เป็นลบ ถึงขั้น 190 องศาเซลเซียส และต้องทำให้ห้องปฏิบัติการ โดยผู้ที่มีความรู้ คนทั่วไปไม่สามารถทำได้ กระบวนการตรวจสอบ ว่า จะเป็นเชื้ออสุจิ หรือตัวอ่อน สามารถทำได้ และใช้เวลาไม่นาน เพียงแต่ต้องละลายน้ำแข็งที่เกาะภายในหลอด และส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ก็สามารถทราบโดยลักษณะทางกายภาพ แต่ก็ควรตรวจพิสูจน์ลึกถึงีะดับดีเอ็นเอ เพื่อให้ทราบว่า พันธุกรรมของเชื้อดังกล่าว ว่า เป็นสัญชาติอะไร


