ความคืบหน้ากรณีเรืออากาศโทหญิง พญ.นิจชา รุทธพิชัยรักษ์ อายุ 30 ปี แพทย์ รพ.รัฐแห่งหนึ่ง พร้อมผู้เสียหายรวมกว่า 10 คน จากหลากหลายอาชีพ อาทิ แพทย์ วิศวกร ทหาร พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมตัวกันเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อเอาผิดกับว่าที่นาวาตรีหญิง แพทย์ รพ.รัฐแห่งหนึ่ง หลังถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในบริษัททัวร์แห่งหนึ่งย่านตลิ่งชัน แต่พอลงทุนจริงกลับไม่ได้รับผลตอบแทนทุกเดือนตามที่กล่าวอ้าง พอทวงถามถูกบ่ายเบี่ยงอ้างว่าบัญชีถูกอายัดและไม่สามารถติดต่อได้ มูลค่าความเสียหายกว่า 64 ล้านบาท ทั้งนี้พนักงานสอบสวนบก.ป.แนะนำให้ไปแจ้งความที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ(บก.ปอศ.) เนื่องจากเป็นการฉ้อโกงเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ต่อมาศาลอนุมัติหมายจับว่าที่น.ต.พญ.พรรณรัตน์ จันทรมณี พร้อมกับนายโจ้ แฟนหนุ่ม และผู้ร่วมขบวนการอีก 1 รายตามที่พนักงานสอบสวน บก.ปอศ.ร้องขอ
ล่าสุดเมื่อ วันที่ 22 เมษายน พ.ต.อ.ปภัชเดช เกตุพันธ์ รองผบก.ปอศ. เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า ว่าที่น.ต.พญ.พรรณรัตน์ เดินทางออกนอกประเทศพร้อมกับครอบครัวไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะนี้ได้ประสานทำหนังสือถึงสถานทูตประเทศนั้นเพื่อเพิกถอนวีซ่าท่องเที่ยวของแพทย์หญิงคนดังกล่าวแล้ว ส่วนผู้เกี่ยวข้องอีก2รายนั้นคือนายโจ้และนางผ่องพรรณนั้นทางเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะหลบหนีอยู่ภายในประเทศ โดยจะประสานกับทาง บช.สตม. เพื่อตรวจสอบการเดินทางเข้าออกประเทศของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ตลอด หลังจากเกิดเรื่องขึ้น ขณะเดียวกันสั่งการให้ กก.5 บก.ปอศ. สอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมเพื่อสืบสวนว่ามีบุคคลหรือผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้อีกหรือไม่ และเร่งติดตามตัวบุคคลทั้ง3คนมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า จากกรณีนี้พบว่ามีผู้เสียหาย 40 คน ยอดรวมมูลค่าความเสียหาย 64 ล้านบาท จนขณะนี้มีผู้แจ้งความแล้วประมาณ 10 คน ทางพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมคำให้การและพยานหลักฐานให้ครบถ้วนมากที่สุด อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวยังไม่พบว่าเชื่อมโยงกับกรณีที่มีผู้เสียหายไปร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ที่ถูกหลอกในลักษณะที่คล้ายกันมูลค่าความเสียหายกว่า250ล้านบาท เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้ผู้เสียหายบางรายจะมีข้อมูลว่ากลุ่มผู้ต้องหาอาจเป็นคนรู้จัก หรือเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยอาศัยหน้าที่การงานและความน่าเชื่อถือ ประกอบกับคำพูดที่โน้มน้าวและจูงใจจนผู้เสียหายหลงเชื่อ ไม่ได้เป็นวิธีการฉ้อโกงที่ซับซ้อนอะไรและใครก็สามารถทำได้ อย่างไรก็ดีจะต้องรวบรวมหลักฐานที่มีให้ชัดเสียก่อนว่าทั้ง 2 กรณีนั้นมีความเชื่อมโยงกันมากน้อยเพียงใด

