ทันทีที่มีสถาบันแห่งหนึ่งออกมาเปิดเผยถึงแนวทางเพิ่มความสูง ว่า ไม่ใช่แค่วัยเด็กเท่านั้น แต่ยังหมายถึงผู้ใหญ่ช่วงอายุ 30-40 ปีก็สามารถเพิ่มส่วนสูงให้แก่ตนเองได้ โดยอาศัยศาสตร์ทั้งการกีฬายิมนาสติก และศาสตร์ไคโรแพคติกเรื่องการจัดกระดูกเพิ่มความสูง รวมทั้งอาหารการกินนั้น
เกิดคำถามมากมายว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร…
เรื่องนี้ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ไขข้อข้องใจว่า ความสูงของคนเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะหยุดไม่เกินอายุ 20 ปี โอกาสเพิ่มความสูงหลังอายุ 20 ปีน้อยมาก หากจะทำได้ก็เป็นเพียงไม่ให้กระดูกยุบตัวลง หรือยุบตัวช้าลง หรือทำให้กล้ามเนื้อกระดูกแข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ การจะทำให้สูงขึ้นได้นั้น ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสูง ได้แก่ การเจริญเติบโตของกระดูก โดยเฉพาะกลุ่มกระดูกยาว (long bone) ซึ่งจะมีส่วนโกรท เพลส หรือบริเวณแผ่นการเจริญเติบโต (growth plate) ที่อยู่บริเวณส่วนปลายของกระดูกยาว โดยหากส่วนนี้ปิดไปแล้วในช่วงอายุ 20 ปี ย่อมเป็นไปยากมากที่จะทำให้สูงขึ้นได้อีก
“จริงๆ การเจริญเติบโตนั้น ในเด็กผู้หญิงจะเริ่มในช่วงอายุ 9-10 ปี โดยความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นช่วงทองของการเพิ่มความสูง คือ ประมาณอายุ 11-12 ปี เพราะเป็นช่วงมีประจำเดือน แต่ช่วงนี้จะอยู่ประมาณ 2-3 ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มของความสูงจะลดลงจนกระทั่งถึงอายุประมาณ 16-18 ปี ความสูงจะค่อนข้างคงที่ ส่วนเด็กชายจะเริ่มในช่วงอายุ 12-13 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอายุประมาณ 14 ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มของความสูงจะลดลงจนกระทั่งถึงอายุประมาณ 18-20 ปี ความสูงจะค่อนข้างคงที่ และเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถเพิ่มความสูงได้หลังช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป” นพ.วชิระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ส่วนศาสตร์ไคโอแพคติก ที่ใช้หลักการยืดของกระดูกนั้น อธิบดีกรมอนามัย บอกว่า ศาสตร์ดังกล่าวเป็นการยืดกระดูกสันหลัง ตรงที่เป็นข้อๆ ส่วนเอว หน้าอก คอ แต่ละข้อจะมีหมอนรองกระดูก พอยืดข้อมันออก มันก็จะดูยืดขึ้น แต่จริงๆจะเป็นการทำให้กระดูกตรงมากขึ้น ไม่เอียง ซึ่งเพิ่มก็ไม่มาก ไม่ได้ขนาด 4-5 เซนติเมตรต่อปี อย่างที่โฆษณาเอาไว้ และที่ต้องระวังคือ หากยืดมากก็ไม่ดี เพราะจะไปรบกวนระบบไขสันหลังและระบบประสาทที่ออกตามช่วงหมอนรองกระดูก ดังนั้น หากยืดแล้วไม่ถูกจังหวะ ทำให้ระคาย ทำให้บาดเจ็บ อาจทำให้เกิดปัญหาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ทำให้ปวดร้าวไปที่ขาได้ หากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จริงๆ เขาก็จะมีวิธี แต่ส่วนใหญ่วิธีนี้จัดเป็นศาสตร์แพทย์ทางเลือกทำให้กระดูกตรงมากกว่า
ทั้งนี้ วิธีที่ทำให้สูงมี 3 ปัจจัยหลัก ที่เป็นที่ยอมรับและเป็นวิทยาศาสตร์ คือ 1. อาหาร ในกลุ่มโปรตีน และแคลเซียม มีในนม เนื้อ ไข่ โดยแคลเซียมยังพบในปลาตัวเล็กๆ ผักใบเขียว เป็นต้น 2.การออกกำลังกาย ส่วนที่ทำให้สูงได้มาก คือ การออกกำลังกายทรงสูง โดยเฉพาะช่วงกระดูกขา เพราะจะมีช่วงโกรทเพลส จะขยายตัว ดังนั้น หลักการคือ ทำให้โกรทเพลสถูกกระตุ้นด้วยการกระแทก จะช่วยได้ เช่น กระโดดเชือก เล่นฟุตบอล วอลเลย์บอล บาตรเก็ตบอล ว่ายน้ำ แม้แต่เดิน ก็ช่วยได้หมด 3.การพักผ่อนนอนหลับพอเพียงและมีคุณภาพ โดยต้องนอนหลับอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง

ด้าน นางอุรุวรรณ แย้มบริสุทธิ์ นักวิจัย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงอาหารเพิ่มความสูงของเด็กไทย ว่า ในการเพิ่มความสูงตามธรรมชาติของคนทั่วไปนั้น เกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม อาหาร ปัจจัยการเลี้ยงดูของผู้ปกครองและสิ่งแวดล้อมต่างๆ อย่างไรก็ตาม แต่โดยปกติแล้วการเจริญเติบโตด้านความสูงนั้น เริ่มตั้งแต่แรกเกิด ไปจนถึงวัยเด็กเล็ก เด็กวัยเรียนถึงอายุ 18-20 ปี ดังนั้น กรณีที่มีการระบุหรือโฆษณาว่า คนเราสามารถสูงได้ทุกช่วงวัยนั้น ไม่น่าเป็นความจริง และการที่บอกว่าการให้โกรทฮอร์โมนนั้น จะเป็นเรื่องทางการแพทย์ ซึ่งแพทย์ก็ต้องพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะให้หรือไม่เพราะสาเหตุอะไร
อย่างไรก็ตาม โดยปกติสรีระของร่างกายในการเจริญเติบโต ทั้งน้ำหนักและส่วนสูง จะเริ่มตั้งแต่วัยเด็กใน 1 ขวบปีแรก และหลัง 1 ขวบปีหลังอัตราการเพิ่มของส่วนสูงจะชะลอตัวลง แต่จะมาเพิ่มอีกทีช่วงวัยรุ่น โดยเพศหญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นเริ่มอายุ 9-10 ขวบ ส่วนเพศชาย จะเข้าสู่วัยรุ่นช่วงอายุประมาณ 11-12 ปี โดยการเจริญเติบโตตามธรรมชาติจะมาจากโกรทฮอร์โมนของเราเอง ร่วมกับฮอร์โมนเพศทำงานร่วมกัน แต่โดยภาพรวมความสูงจะไม่เพิ่มขึ้นหรือค่อนข้างคงที่ในช่วงหลังอายุ 18-20 ปี
ทั้งนี้ อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของความสูง โดยสารอาหารสำคัญจะมาจากทั้งโปรตีน พลังงาน แคลเซียม วิตามินดีและเค โดยต้องทำงานร่วมกันทั้งหมด อย่างแคลเซียมจะพบมากในนม โดยในเด็กทารกแนะนำให้ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอย่างน้อย 6 เดือนและสามารถให้นมแม่ได้ถึงอายุ 1 ขวบครึ่งถึง 2 ปีโดยให้ควบคู่ไปกับอาหารตามวัยสำหรับทารก ซึ่งนมแม่มีธาตุอาหารสำคัญ นอกจากช่วยเรื่องเจริญเติบโตแล้ว ยังป้องกันอาการภูมิแพ้ได้ด้วย โดยแคลเซียมที่ต้องการในกลุ่มวัยเด็ก 1-3 ปี จะอยู่ที่วันละ 500 มิลลิกรัม ขณะที่เด็กอายุ 4-5 ปีจะต้องการแคลเซียมต่อร่างกายปริมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน เด็กอายุ 6-8 ปีต้องการแคลเซียม 800 มิลลิกรัมต่อวัน และอายุ 9 ปีไปจนถึง 18 ปีต้องการแคลเซียมปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ความต้องการแคลเซียมไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นนมเพียงอย่างเดียว เพราะอาหารที่มีแคลเซียมยังมีชนิดอื่นๆ เช่น เต้าหู้ แนะนำเต้าหู้ชนิดแข็งดีกว่าน้ำเต้าหู้ เนื่องจากมีปริมาณเนื้อเต้าหู้มากกว่า จะได้รับแคลเซียมมากกว่า เพราะน้ำเต้าหู้จะเจือจางกว่า นอกจากนี้ยังมีปลาเล็กปลาน้อย อย่างรับประทาน 1 ช้อนโต๊ะจะได้รับแคลเซียมถึง 100-150 มิลลิกรัม อีกทั้ง ยังมีงาดำ งาขาว ก็พบแคลเซียมสูง รวมทั้งผักบางชนิด อาทิ คะน้า ผักกาดเขียว ผักโขม ใบแมงลัก เป็นต้น
ส่วนอาหารที่มีโปรตีนนั้น ก็จะมีเนื้อสัตว์ เนื้อปลา เครื่องในสัตว์ ไข่ ส่วนวิตามินดีจะช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้มากขึ้น ซึ่งวิตามินดีจะได้รับก็ต่อเมื่อได้รับแสงแดด แต่ไม่ใช่ว่าไปโดนแดดร้อนจัดๆ แต่เป็นในลักษณะให้เล่นกลางแจ้งบ้าง อย่างช่วงเวลา 7-10 โมงเช้า ออกแดดสัก 5-10 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ขณะที่วิตามินเคจะช่วยการสร้างโปรตีนที่ได้รับเพื่อเสริมการทำงานของกระดูก เป็นต้น แต่ทั้งหมดก็ต้องทำควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสมด้วย

