บก.ลายจุด เผย คนไร้บ้านสนามหลวง ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า คนเดียวสะพัด 11 ล้าน มีตำรวจเอี่ยวด้วย
จากกรณีที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “บัญชีม้า ณ สนามหลวง รู้หรือไม่ว่าคนที่ถูกชักชวนให้เปิดบัญชีม้ามากที่สุดและมีคนยอมทำสิ่งนี้แม้จะรู้ว่ามันเสี่ยงและผิดกฎหมายคือ คนไร้บ้านที่สนามหลวง
สนามหลวงกลายเป็นชุมชนได้ด้วยปัจจัย 2 ประการคือ เป็นพื้นที่ๆมีรถเมล์ผ่านมากที่สุดแห่งหนึ่ง เหมือนเป็นชุมสายของรถเมล์ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมาจากส่วนไหนของกรุงเทพ มักจะมีเส้นทางที่เชื่อมต่อถึงสนามหลวงได้ ประกอบกับสนามหลวงเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้ผู้คนไปใช้ชีวิตบริเวณนั้นถ้าคุณไม่มีบ้านหรืองาน
และต่อให้ปิดสนาหลวงไปแล้ว แต่การเป็นชุมชนคนไร้บ้าน ไม่ว่าจะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ไม่มีงาน หรือเพิ่งจะเดินทางมาหางานที่กรุงเทพฯ หรือออกจากคุก สนามหลวงคือพื้นที่ๆรองรับทุกเหตุปัจจัย และที่นี่มีข้าวกล่องแจกฟรี มีคนที่อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ไม่ต้องเคอะเขินมากนัก
ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ขบวนการนายหน้าจึงเกิดขึ้น เมื่อก่อนมีการหลอกว่าจะไปทำงานแล้วสุดท้ายเอาไปลงเรือประมง อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นพื้นที่หากินของขบวนการค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง น้องๆหัวลำโพง หมอชิดในอดีต
วิวัฒนาการของการหลอกแรงงานไปทำงานในเรือประมง (นอกน่านน้ำ) เริ่มกลายเป็นแรงงานต่างด้าว เพราะคนไทยเรียนรู้และกลัวถูกหลอกมากขึ้น ยุคนี้การหลอกลวงจึงกลายเป็นการเปิดบัญชีม้า และการออกรถมอเตอร์ไซค์ แล้วก็มีคนเชิดเอาไปขาย
นายหน้าที่เดินหาคนเปิดบัญชีม้าก็คนแถวนั้นแหละโดยมี จนท.รัฐ เป็นคนสนับสนุนอีกที หากินกันเป็นระบบ โดยค่าเปิดบัญชีม้าเริ่มต้นที่ 500-5000 บาท จนตอนนี้ธนาคารที่อยู่ใกล้สนามหลวงไหวตัว เวลาคนที่ดูแปลกๆคล้ายคนไร้บ้านมาเปิดบัญชีพนักงานธนาคาร จะสอบถามมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ยักมีหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้ตามมาดูขบวนการรับจ้างเปิดบัญชีม้าในพื้นที่
คนไร้บ้านหน้าใหม่มีเพิ่มขึ้นทุกวัน นายหน้าและขบวนการยังคงทำงานต่อไปภายใต้การดูแลของ จนท.รัฐในพื้นที่ ทุกอย่างเป็นขบวนการ แต่สุดท้ายไปปิดบัญชีประชาชนกันมั่วไปหมด
ลองปลอมตัวไปเป็นคนไร้บ้านสัก 2-3 วัน รับรองว่ามีคนมาติดต่อให้ไปเปิดบัญชีม้า แล้วที่ออกข่าวว่ากวาดล้างมิจที่เขมร แล้วมิจที่อยู่ในไทย ใครจะกวาดล้าง เงินทั้่งนั้น”
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นายสมบัติ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีคนไร้บ้านที่ถูกหลอกเปิดบัญชีม้าว่า ตนรู้ชื่อ แต่ไม่มีหลักฐานที่จะมัดเพียงพอ แต่รายงานที่เราเก็บจากคนไร้บ้าน โดยเฉพาะในสนามหลวง เรารู้ว่ามีขบวนการเดินคุยกับคนไร้บ้าน น่าจะ 100% คนไร้บ้านกินนอน ถูกชักชวนเปิดบัญชีม้า เปิดซิม ผ่อนมือถือ ออกมอเตอร์ไซค์ คนที่เป็นนายหน้า เป็นคนทำมาหากินในพื้นที่ คนเหล่านี้ เมื่อได้เคสแล้วเรียบร้อย เขาจะขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปธนาคารเปิดบัญชี เวลาไปเปิด คนขี่มอเตอร์ไซค์ จะจอดแล้วให้คนไร้บ้านไปเปิดบัญชี
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า คนไร้บ้านคนหนึ่ง เปิด 7 ธนาคาร ถ้าวันไหนนายหน้ารวมคนได้มากหน่อย เช่น 4-5 คน ก็เรียกแท็กซี่ไปให้ ที่บอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คนที่อยู่แถวนั้นนานๆ ก็รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร ซึ่งคนรู้อยู่แล้วว่าใครจะดูแลพื้นที่นี้ มันเป็นขบวนการ คนที่ตนสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่รัฐนั้น เคยเห็นเขาใส่เครื่องแบบ จริงๆ ไม่ซับซ้อนอะไร คนไร้บ้านรู้แต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่รู้ คนไร้บ้านจำนวนมาก ถูกจับและดำเนินคดีในฐานะเป็นเจ้าของบัญชีม้า เรามีฝ่ายกฎหมายก็ช่วยส่งไปดำเนินคดี
เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่รัฐ เป็น กทม. หรือ ตำรวจ หรือไม่ นายสมบัติ กล่าวว่า เป็นตำรวจ
ถามอีกว่า ทางกระจกเงา ขอให้ธปท.ตรวจสอบ และปิดบัญชีหน่อย นายสมบัติ กล่าวว่า ที่ติดต่อแบงก์ชาติ เกิดจากการทำข้อมูล เขาเล่าว่ามีประสบการณ์เปิดบัญชีม้า และ พบว่ามีจำนวนมาก มีเคสหนึ่ง มีเงินหมุนเวียน 11 ล้านในบัญชี แต่ตัวนอนไร้บ้านสนามหลวง จึงคิดว่าต้องปิดบัญชี ปัญหาคือตอนเปิดเขาไม่ได้ไปเอง เขาจำไม่ได้ว่าไปที่ไหน ฝ่ายกฎหมายจึงคิดว่าต้องติดต่อไปธนาคาร แต่จะไปทุกธนาคารได้อย่างไร ไม่ง่าย หน่วยงานที่จะรู้คือแบงก์ชาติ
นายสมบัติ อธิบายว่า ครั้งแรก ไปธนาคารพาณิชย์แล้ว อธิบายเจ้าหน้าที่ว่าเราพาคนไร้บ้านที่ถูกหลอกเปิดบัญชีมา ขอให้ธนาคารประสานงานไปหน่วยงานข้างบน ตรวจสอบข้ามธนาคารไม่ได้ จึงขอให้โทรไปคอลเซ็นเตอร์แบงก์ชาติ เขาบอกไม่มีอำนาจจะสั่งการเรื่องนี้
ครั้งที่ 2 เราก็มาตั้งหลัก เราไม่รู้จักใครในแบงก์ชาติ เราโทรไปคอลเซ็นเตอร์ เขาก็บอกไม่มีอำนาจทำ ให้มูลนิธิใช้ความพยายาม พาเคสไปธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ถ้า แบงก์ชาติประสงค์ตั้งโต๊ะ เรายินดีประสาน เอาเลข 13 หลักไปคุยกัน หรือ กทม.ก็ได้ เขามีกิจกรรมตรวจสุขภาพคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน เขามีข้อมูล พอเป็นจุดเริ่มต้นจัดการเรื่องนี้ หากไม่ปิดบัญชีนี้ก็ยังไปหลอกคนอื่น เวลามีคดี คนไร้บ้านก็ต้องไปติดคุก คนไร้บ้านกลายเป็นผู้ร่วมกระทำผิดทางกฎหมาย แต่เป็นคนเดียวที่ติดคุก แต่คนที่เอาเงินไป ลอยนวล

