หน้าแรก ในประเทศ อั๋ว จุฑาทิพย...

อั๋ว จุฑาทิพย์ ย้อนจุดเริ่ม ‘ม็อบเยาวชน 63’ นาทีประกาศ ‘เจอกันที่ลานโพธิ์’ เชื่อประเทศดีกว่านี้ได้

19.09.25 | 16:44 น.

ยันพร้อมเดินสู้เคียงข้างทุกคน เชื่อวาททะ ‘ให้มันจบที่รุ่นเรา’ ยังหวังเห็นประเทศดีขึ้นได้อีก

เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ห้องริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมกับ DRG จัดงาน ‘19/9 Remember Me สนามราษฎร์ในความทรงจำ’ ห้าปีผ่านไป ความทรงจำยังไม่จางหาย เพื่อระลึกถึงเสียงที่เคยก้องบนท้องถนน ต่อยอดเป็นความหวังใหม่

โดยวันนี้นอกจากเป็นวันครบรอบ 5 ปี การชุมนุมทวงอำนาจคืนราษฎร ที่มวลชนต่างมาทวงสิทธิของตนในการร่างรัฐธรรมนูญ ไล่รัฐบาลที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร ยังตรงกับวาระครบรอบ 19 ปีการรัฐประหาร โดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่นำมาสู่ทางตันของประชาธิปไตยไทย

บรรยากาศภายในงาน เต็มไปด้วยบูธจากกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม และกิจกรรมตลอดทั้งวัน ได้แก่ ปาฐกถา “ความหลัง ความหวัง ความฝัน”, ละครเวที The Ordinary (คนธรรมดา) ซึ่งไฮไลต์ได้แก่ วง Exclusive Talk “4 เดือนนี้ชี้ชะตาการเมืองไทย”

เวลา 14.00 น. ปาฐกถา “ความหลัง ความหวัง ความฝัน” โดยตัวแทนแนวร่วมฯ น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรือ อั๋ว อดีตแกนนำเยาวชนปลดแอก และ ศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์

Advertisement

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวว่า การมาพูดครั้งนี้นับว่าเป็นระยะเวลายาวนานมาก ที่ไม่ได้จับไมค์พูด หรือ ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องการเมืองกับทุกๆคน เรียกว่าเป็นคน 19 กันยายน 63 ก็อาจจะได้ ซึ่งในตอนนั้นเราก็ไม่ได้คนที่เป็นคณะทำงาน หรือ คณะที่จะทำเวทีในตอนนั้นแต่ว่าเราก็มีส่วนร่วมในบริเวณโดยรอบ

“จำได้ว่า 19 กันยายน 63 ก็มาแจกหนังสือข้องเรียกร้องที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ แล้วเหตุการณ์ในวันนั้นถ้าจำไม่ผิด มันมีหลายเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝนตก คนมารวมตัวกัน ถูกจับตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีการฝังหมุดราษฎร

หลังจากตอนนั้นก็เป็นเวลา 5 ปีแล้ว จริงๆ ก็รู้สึกใจหายเหมือนกันว่า 5 ปีที่แล้วยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย แต่ว่าตอนนี้ก็เรียนจบ ทำงานแล้ว แต่ว่าสิ่งที่ยังค้างคาอยู่จากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราคิดว่ามันคือความหวัง กับ ความฝัน” น.ส.จุฑาทิพย์เผย

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อไปอีกว่า หากเล่าย้อนกลับไปก่อนเมื่อปี 63 การทำกิจกรรมทางการเมือง รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ แล้วก็รู้สึกว่าเป็นที่ไม่สามารถจินตนาการได้ว่า มันจะเกิดการรวมกันของคนจำนวนขนาดนั้นในช่วงปี 63 เพราะว่าก่อนหน้านั้นเรามีรัฐประหารในปี 2557 แล้วก็มามีการเลือกตั้งในปี 2562

“ช่วงก่อนปี 62 เราก็มีพรรคการเมืองเกิดใหม่ ชื่อว่า พรรคอนาคตใหม่ ถ้าทุกคนยังจำกันได้ ซึ่งตอนไปตอนนั้นยังเป็นนักศึกษา ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรากับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเพนกวิน (พริษฐ์ ชิวารักษ์) รุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) หรือว่าหลายๆคนที่มารวมตัวกันทำกิจกรรมทางการเมือง

เราพยายามทำตั้งแต่ในระดับของมหาวิทยาลัย ลงสมัครสมาชิกสภานักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ ทั้งที่ศูนย์รังสิตและท่าพระจันทร์ เราพยายามจะยกเรื่องสวัสดิการนักศึกษา ยกเลิกวิชา TU100 ที่เป็นวิชาเกี่ยวกับการลงชุมชนต่างๆ ซึ่งบางส่วยเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหากับชุมชน เราก็เอามารณรงค์ หรือ เรื่องจิตอาสา กยศ. เราก็เอามารณรงค์” น.ส.จุฑาทิพย์กล่าว

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อไปอีกว่า รวมถึงเรื่องความเดือนร้อนของชาวธรรมศาสตร์ เช่น โรงอาหารที่จะเอานายทุนเข้ามา เราก็พยายามจะรณรงค์ ไปเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหาร หรือ พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่

“เรารู้สึกว่าตอนนั้น มันทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน จนมาถึงช่วงที่เรารวมตัวกันใหญ่มากขึ้น คือ เรารวมตัวกันในนามของสหภาพนักเรียน นิสิต และนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ตอนนี้ก็ยังมีอยู่แต่ว่าเรื่องของการทำงาน ก็อาจจะไม่ได้ต่อเนื่องขนาดนั้น

ตอนนั้น สนท. ก็มีอยู่แล้ว พอมีเยาวชนหรือประชาชนที่มีความสนใจมากขึ้น เราก็ได้รวมตัวกัน ไม่ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศอะไรก็เอาโลโก้ของแต่ละกลุ่ม มาใส่ในหัวกระดาษ แล้วเราก็ออกเป็นแถลงการณ์ว่า เราเรียกร้องเรื่องอะไร เราไม่พึงพอใจในสิ่งนี้ เราไม่เห็นด้วยในสิ่งนี้

เรารู้สึกว่าช่วงนั้นมันมีความพยายามในการทำให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมากๆ แต่ว่ามันก็ไม่ได้จุดติด หรือ ได้รับความสนใจขนาดนั้น แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ๆหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นพี่ๆเสื้อแดง หรือ กลุ่มสื่อมวลชนต่างๆ ก็นำเรื่องที่เราพยายามถ่ายทอดไปนำเสนอต่อ ซึ่งตรงนั้นเองมันก็ทำให้เรื่องราวมันกระจายไปเยอะมากๆ” น.ส.จุฑาทิพย์ชี้

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา และเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงส่งผลต่อเรื่องต่างๆที่เราอยากจะเรียกร้องอยู่ จนมาถึงช่วงที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563

“ในช่วงนั้นตัวเราเองก็ได้ออกมาทำม็อบ แล้วก็ได้เรียนสิ่งนั้นว่า แฟลชม็อบ เป็นม็อบที่ไปเร็วมาเร็ว จำได้เลยว่าเราเคยนัดกันที่นี่ ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ หลังจากวันที่พรรคถูกยุบ วันต่อมาเราก็จัดม็อบเลย ทุกคนอาจจะงงว่า อ้าว แล้วที่มาของม็อบมันมาจากอะไร ทำไมมันดูปุบปับ แค่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ เราก็มีม็อบเลยเหรอ

ตอนนั้น เราถูกอินบ็อกซ์มาเยอะมาก น่าจะจากพ่อแม่พี่น้องในนี้ที่ส่งข้อความกันมาว่า ‘ม็อบเลย ม็อบเลย’ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่า ม็อบคืออไร ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งเรารู้จักแค่ว่าม็อบเสื้อเหลือง เสื้อแดง รวมตัวกันมาถือป้าย มีข้อเรียกร้องแต่พอมีข้อความมาบอกให้จัดม็อบเลย

คืนนั้นเราก็ให้ฝ่ายกราฟิค ออกประกาศว่า เจอกันที่ลานโพธิ์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะไม่ทนต่อความอยุติธรรมของประเทศนี้ แล้วมันก็เกิดม็อบขึ้นจริงๆ” น.ส.จุฑาทิพย์เผย

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวอีกว่า จุดเริ่มต้นของตรงนั้น ทำให้เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 เป็นต้นมา มีม็อบเกือบจะทุกเดือน จนชีวิตก็วนอยู่ในม็อบ ทำม็อบ นำเสนอเรื่องที่เกิดขึ้น ถูกดำเนินคดี และเราก็ขึ้นศาล วนเวียนวนไปวนมา

“จริงๆ ถ้าให้พูดถึงว่า ทำไมตอนนั้นเราถึงออกมาทำ มันมีความหวังอะไร หรือว่า ผลลัพธ์มันเกิดขึ้นอย่างไร จริงๆเราก็รู้สึกว่า เรายังมีกำลัง เรายังเป็นคนหนุ่มสาว เราเชื่อว่า เราน่าจะเปลี่ยนอะไรสักอย่างได้ เราอยากเปลี่ยนให้ประเทศนี้มีประชาธิปไตย อยากให้ทุกคนมีเสรีภาพ เราอยากให้คนเท่ากันจริงๆในตอนนั้น ก็เลยเป็นช่วงที่เราออกมาชุมนุมเรียกร้อง” น.ส.จุฑาทิพย์เผย

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวต่ออีกว่า ช่วงนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดการสนับสนุนของทุกคน เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยากลำบากมากๆ ถ้าจำกันได้ มันจะมีโควิด ปัญหาวัคซีน หน้ากากอนามัยแพง เจลแอลกอฮอล์แพง ซึ่งทุกอย่างมันประเดประดังมาในช่วงเดียวกัน

“เราจะเห็นภาพคนต่อแถวตรวจโควิด ถ้าไม่ได้ตรวจก็จะไม่ได้เข้าไปทำงาน เราจะเห็นภาพคนตกงาน คนรอวัคซีน แล้วก็ถัดมาก็มีข่าวเศร้าเกิดขึ้นมากมาย มีคนเริ่มหมดหวัง ตรงนั้นเรารู้สึกว่าเราเริ่มต้องทำอะไรสักอย่างด้วย ก็เลยทำให้การเคลื่อนไหวมันยังอยู่ ทุกคนอาจจะเห็นเราพูดในเรื่องที่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้าง ทั้งหมดทั้งมวลมันก็มาจากความเดือดร้อนและความยากลำบากของเราทั้งนั้น” น.ส.จุฑาทิพย์ชี้

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวอีกว่า เด็กมหาลัยคนหนึ่งและเพื่อนๆอีกหลายคน ช่วงนั้นก็เรียนกันอยู่ปี 1-4 ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้อายุเยอะอะไรเลย อนาคตเราก็ไม่รู้เลยว่าเราจะเป็นอย่างไรต่อ มันจะเป็นไปอย่างไรต่อ ผู้นำก็แปลงร่างจากเผด็จการ หรือ การปฏิวัติรัฐประหารมา สภาพเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ คนก็เริ่มหมดหวัง แล้วมันจะทำอะไรได้นอกจากการตะโกน หรือ การส่งเสียง

“มันเลยเป็นที่มาที่ทำให้เรายังยืนระยะตรงนั้นอยู่ จนถึงทุกวันนี้เราก็รู้สึกว่า เราไม่ได้สูญเสียในแง่ของสภาพจิตใจหรืออะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันคือการล้อมปราบ การคุกคามจากรัฐ ซึ่งเราก็อยากจะส่งกำลังใจให้กับเพื่อนๆ ทุกคนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันอยู่

มันไม่ใช่ความผิดของพวกเราที่ออกมาในตอนนั้น มันคือความกล้า มันคือความหวัง ที่เราอยากจะเห็นเทศพัฒนาไปข้างหน้าจริงๆ เราคิดว่า ความหวังดี หรือ อุดมการณ์ที่เรายึดถืออยู่มันจะเป็นหลักค้ำประกันให้ทุกๆสิ่ง มันสามารถที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้” น.ส.จุฑาทิพย์ระบุ

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวว่า ปัจจุบันเราเห็นแต่ภาพของการที่ม็อบหรือการที่เราออกมาชุมนุม เราก็อาจจะถูกด้อยค่า หรือ ถูกพูดถึงในแง่ที่ไม่ดีบ้าง แต่เชื่อว่าความที่เรายืนหลังตรงต่อสิ่งที่เรายึดถือ มันจะเป็นแรงให้เราสามารถผลักมันไปได้ต่อ

“เราก็ไม่ได้เชื่อว่าตอนนี้ประเทศมันดี มันสามารถดีขึ้นกว่านี้ได้ ทั้งโครงสร้างทั้งกฎหมาย ตัวรัฐธรรมนูญ ตัวระบบทั้งหลายทั้งแหล่ มันยังมีปัญหาอยู่มากเพียงแค่เราอาจจะยังมองข้ามมันไปอยู่บ้าง แต่ว่าเมื่อไหร่ที่ทุกคนพร้อม หรือ ทุกคนรู้สึกว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องทำอะไรสักอย่าง เราก็พร้อมที่จะเดินไปพร้อมกับทุกคน ยังอยู่ที่นี่ต่อไปและเชื่อมั่นว่าในอนาคตมันจะดีขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน

ขอเป็นเสียงจากคนปี 63 ซึ่งตอนนี้ปี 68 แล้ว ก็ยังมีความหวังอยู่ และขอให้ใครที่ยังเหนื่อยอยู่ หรือรู้สึกว่าถึงเวลาพักแล้ว สามารถพักได้ เพราะการต่อสู้หรือการเคลื่อนไหว มันไม่ได้จำกัดแค่ 1-2 ปีแล้วจบ มันอาจจะจบตอนไหนก็ได้ แต่มันต้องเปลี่ยน มันต้องดีขึ้น” น.ส.จุฑาทิพย์กล่าว

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวไปอีกว่า ตนคิดว่ามีคำหนึ่งเคยพูดปลุกใจในช่วงนั้น แล้วก็ยังชอบมาก คือคำว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วเราก็รู้ว่า มันยังไม่ได้จบ แต่ว่าสิ่งที่มันเตือนเราเสมอ คือ มันบอกให้เราต่อสู้ เรียกร้อง ใช้สิทธิ์เราอย่างเต็มที่ เพราะว่าในประเทศที่ไม่มีคนพูดหรือไม่มีคนเริ่มเลย มันก็น่าสิ้นหวังมากๆ

“ปัจจุบันเขาก็พยายามกด พยายามห้ามไม่ให้เราพูด ไม่ให้เราผ่านกฎหมาย แต่เราคิดว่าสิ่งที่เราพูดมาทั้งหมดทั้งมวล มันเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ สามารถแสดงออกได้ เราไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาพูดแทน หรือถ้ามีคนที่เขายังยืนหยัดต่อสู้ เราก็เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนได้เช่นกัน

อยากฝากเรื่องสุดท้ายว่า ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ทั้งคนที่อยู่ตรงนี้และยังอยู่ในเรือนจำ ไม่ว่าจะจากการม็อบ ออกมาพูด หรือการโพสต์เฟซบุ๊ก หรือทุกอย่างที่เป็นการแสดงออก ก็อยากจะส่งกำลังใจถึงเรือนจำว่ายังมีเพื่อนเราอีกมาก

บางคนก็ไม่ได้เปิดเผยตัวตน แต่เขาก็ถูกคุกคาม ถูกดำเนินคดี แล้วก็ถูกจำกัดอิสระภาพเราก็อยากเป็นกำลังใจให้เขา แม้ว่าอาจจะไม่สามารถเรียบเรียงคำพูด หรือชื่อพวกเขาได้ทั้งหมด แต่ว่าก็อยากให้ทุกคนจดจำเอาไว้ว่า ยังมีพวกเขาเหล่านี้อยู่” น.ส.จุฑาทิพย์กล่าว

น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่า ช่วยทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของสังคม หยุดทำให้เสรีในการแสดงออก มันเป็นอาชญากรรมสักที รวมถึงด้านนอกก็มีนิทรรศการสำหรับเพื่อนเรา ก็สามารถไปดูและเขียนโปสการ์ดให้กำลังใจได้ ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมสู้ไปด้วยกัน แล้วก็ขอไปกับทุกคนต่อไป