เมื่อวันที่ 23 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 172 ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ประชาชนเดินทางจากทุกภูมิภาคเพื่อมาต่อแถวรอกราบสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แต่งกายด้วยชุดสีดำเรียบร้อย แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าว
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 22 เมษายน หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง ในเวลา 21.04 น.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 30,988 คน รวม 171 วัน มี 6,364,381 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน รวม 171 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 513,565,199.76 บาท
นางพัน แสนหล้า อายุ 63 ปี ชาว จ.หนองคาย เดินทางพร้อมญาติและหลายสาวรวม 6 คน เดินทางโดยรถยนต์ออกจากบ้านช่วงตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 22 เมษายน เดินทางมาถึงและมาต่อแถวเพื่อกราบสักการะพระบรมศพ โดยนางพัน กล่าวน้ำตาคลอว่า ตั้งใจที่จะเดินทางมากราบพระบรมศพ และครั้งนี้ได้มากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรก รู้สึกปลาบปลื้มมากที่ได้มากราบพระองค์ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงงานหนักตลอด 70 ปี พระองค์ทรงเป็นพ่อที่ดีมาก ประทับใจทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทย
“เคยได้มีโอกาสรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งที่พระองค์และสมเด็จย่าเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ตอนนั้นป้าอายุเพียง 14-15 ปี ผ่านมานานแล้วยังจำความรู้สึกที่ได้ชื่นชมพระบารมีของทั้งสองพระองค์ได้ไม่เคยลืม” นางพันกล่าว
นายกมล บุพตา อายุ 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโพธิ์ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ตั้งใจเดินทางมากราบพระบรมศพ พร้อมภรรยา นางสมคิด บุพตา อายุ 59 ปี และลูกสาว น.ส.มณีนุช บุพตา อายุ 32 ปี พร้อมเปิดเผยความรู้สึกตื้นตันใจว่า ตนเองตั้งใจจะมากราบสักการะพระบรมศพก่อนหน้านี้ แต่ด้วยภาระหน้าที่การงานจึงไม่มีโอกาสได้มา ช่วงนี้โรงเรียนปิดภาคเรียนจึงได้โอกาสเดินทางมาพร้อมครอบครัว ถือว่าได้ทำตามความใฝ่ฝันที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะมากราบสักการะในหลวงรัชกาลที่ 9 สักครั้งในชีวิต เพราะพระองค์เปรียบดังพ่อของคนไทยทุกทุกคน พระองค์ทรงดูแลคนไทยเหมือนลูก ไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ใดบนแผ่นดินไทย ทุรกันดารหรือเดินทางลำบากแค่ไหน พระองค์ก็เสด็จฯ ไปถึงและช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนไทยทุกคน และพระองค์ทรงเป็นต้นแบบการใช้ชีวิตที่ดีให้ทุกคนทั้งคนไทยและทั่วโลกสามารถนำไปยึดปฏิบัติตามได้
“ผมเป็นคนชนบทยังได้รับอานิสงส์จากน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ ในพื้นที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ ที่ผมอาศัยอยู่มีโครงการตามแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเขื่อนชลประทานขนาดเล็ก สามารถผันน้ำให้กับทุกตำบลในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรมีน้ำสำหรับทำนาทำไร่ สร้างอาชีพและสร้างรายได้ ทั้งนี้ ผมได้น้อมนำแนวทางความพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งนำไปเป็นหลักการในการบริหารจัดการโรงเรียนแบบพอเพียง ยึดหลักการใช้ทุกอย่างให้คุ้มค่า เช่น การปิดน้ำปิดไฟเมื่อไม่ใช้ การนำสิ่งของเหลือใช้มารีไซเคิล ส่งเสริมการปลูกต้นไม้และการดูแลสภาพแวดล้อม และในฐานะที่เป็นครูก็ได้สอนให้นักเรียนยึดนำหลักการของพระองค์ไปประยุกต์ใช้” นายกมล กล่าว

น.ส.นฤมล อังอนันท์ อายุ 52 ปี พยาบาลโรงพยาบาลนพรัตน์ กรุงเทพฯ เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน เผยว่า ตนได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 2 แล้ว รู้สึกตื้นตันใจทุกครั้ง เพราะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ตนเห็นภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรมาโดยตลอด ซึ่งก็ได้ติดตามพระราชกรณียกิจและดูข่าวพระราชสำนักทุกวัน
“เมื่อครั้งที่ทราบว่าในหลวงรัชกาลทรงประชวรหนัก ในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ก็รีบลางานไปโรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปสวดมนต์ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร แต่สุดท้ายก็กลับได้รับข่าวร้าย และวันต่อมาก็ได้ไปรับเสด็จฯ พระองค์ครั้งสุดท้ายที่บริเวณผ่านฟ้า นับเป็นช่วงเวลาที่คนไทยโศกเศร้ามาก ในฐานะข้าราชการไทย ขอปฎิญาณตนว่าจะตามรอยพระยุคลบาทในการทำความดีเพื่อประเทศชาติ ช่วยเหลือผู้อื่นและจะเป็นข้าราชการที่ทำงานอย่างตั้งใจและเต็มที่อย่างดีที่สุด” น.ส.นฤมล กล่าว


