สาวกระบี่ฟ้องหมิ่นหญิงตาบอด วอนสื่อขอความเป็นธรรม ถูกสังคมมองรังแกคนพิการ

29.02.16 | 16:30 น.

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ จากกรณีที่นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.เขตบึงกุ่ม-คันนายาว พรรคเพื่อไทย นำนางสาวไพลิน เกียงขวา อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการตาบอด เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนสภ.เมืองกระบี่ หลังถูกจับกุมตามหมายศาลจังหวัดกระบี่ ลงวันที่ 19 มกราคม 2559 ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เบื้องต้นผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยให้การว่าเป็นผู้พิการตาบอดมาตั้งแต่อายุ 18 ปี และไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะได้รับการประกันตัวออกไปเหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 ก.พ.59 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้เสียหายคือ นางสาวชนัดดา สาโรจน์ อายุ 34 ปี อาชีพเป็นพนักงานบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่แจ้งความดำเนินคดีมาเจรจาพูดคุยกับผู้ต้องหาเพื่อตกลงยอมความกัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

ความคืบหน้าล่าสุด นางสาวชนัดดาได้เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ทำให้เกิดผลกระทบกับตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากถูกสังคมมองว่ารังแกคนพิการตาบอด ทั้งที่เข้ามอบตัวแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่ได้มามอบตัวเลย แต่เจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกไป ครั้ง แต่กลับเพิกเฉยจึงมีการออกหมายจับกุม การนำเสนอข่าวว่าเข้ามอบตัวจึงเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อรูปคดี และตนยังถูกสังคมตราหน้าว่าใจร้ายใจดำกับคนพิการ จึงขอความเป็นธรรมให้มีการนำเสนอข่าวที่เป็นความจริง ล่าสุดมีคนเข้ามาด่าทอตนในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งจะนำหลักฐานเข้าไปแจ้งความในวันนี้

นางสาวชนัดดาเปิดเผยอีกว่า ก่อนที่ตนจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีนั้นตนได้มีการตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่า เฟซบุ๊กชื่อ สตอเบอร์รี่ นมสดเป็นผู้โพสต์ภาพและข้อความลงโนโซเชียลจนทำให้ตนได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปี 2558 ที่ผ่านมา ทางผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อดังกล่าว  ซึ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ได้มีการขอเป็นเพื่อนกับตนทางเฟซบุ๊ก พร้อมนำเสนอขายตุ๊กตาลูกเทพมาในหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของตน ซึ่งใช้ภาพและชื่อนามสกุลจริง 

แต่เมื่อตนถามว่าเป็นตุ๊กตาผู้หญิงหรือผู้ชาย ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนดังกล่าว ได้กล่าวหาว่าตนลบหลู่ลูกเทพและด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตนจึงลบออกจากความเป็นเพื่อน ผ่านไป 1 วัน ตนจึงกลับไปติดตามดูเฟซบุ๊กดังกล่าวอีกครั้งว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง ปรากฏว่า มีการแคบหน้าเฟซบุ๊กของตนไปประจานในเฟซและให้เพื่อนๆ ช่วยแชร์ต่อ โดยมีข้อความระบุว่า ตนเป็นบุคคลอันตรายต้องการเกาะกระแสลูกเทพดัง เป็นเปรตเที่ยวมาขอส่วนบุญไม่รู้จักเข้าวัดเข้าวา ทั้งที่ตนไม่เคยเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพเลย เพราะตนนับถือศาสนาอิสลาม ตนจึงพิมพ์ข้อความขอให้ลบออกทันทีถ้าไม่อยากรับหมายศาล แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายเดิมกลับไม่ยอมลบ และยังท้าท้ายให้แจ้งความด้วย โดยอ้างว่ามีญาติเป็นทหาร ตำรวจ และทนายความ ตนจึงตัดสินใจรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความดำเนินคดี กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกระบี่  ดำเนินการตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบไปตามหลักฐานมีปรากฏ ซึ่งตนไม่รู้มาก่อนว่าผู้ที่ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นผู้พิการตาบอดหรือไม่เพราะหลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นคนตาบอดเลย  จึงอยากเรียกร้องให้สื่อให้ความเป็นธรรมนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วนและอยากให้เป็นอุทาหรณ์ ให้กับคนที่ใช้เฟซบุ๊กในทางที่ไม่ถูกต้อง

ส่วนจะมีการปลอมแปลงชื่อเฟซบุ๊กหรือไม่นั้น ก็ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนจะติดตามตัวผู้ที่กระทำผิดมาดำเนินคดี  เพราะความเสียหายเกิดขึ้นกับตนแล้ว จึงไม่สามารถถอนแจ้งความได้ อีกอย่างเป็นคดีอาญายอมความไม่ได้ และถ้าผู้ที่โพสต์ข้อความไม่ใช่เจ้าของเฟซดังกล่าว ก็ควรที่จะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ปลอมเฟซบุ๊กด้วย และในวันนี้จะเข้าแจ้งความเพิ่มเติม หลังตรวจพบว่ามีการโพสต์ด่าทอตนอีกรายหลังมีการนำเสนอข่าว

Advertisement