ชัชชาติไม่หนักใจ ‘บททดสอบเมืองเข้มแข็ง’ โต้ปมห่วงแต่รถ ย้ำ ‘ทุกคนไม่มีเท้าแตะดิน’
สืบเนื่องกรณีเกิดเหตุ ผิวจราจรทรุดตัว บริเวณหน้าวชิรพยาบาล ถนนสามเสน เขตดุสิต ใกล้เคียงกับจุดก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล (PP19) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) เมื่อเวลา 07.45 น. โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการ รวมทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินตาม 7 มาตรการเร่งด่วน เพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเบื้องต้นพบวาสาเหตุเกิดจากการยุบตัวของดิน และท่อประปาขนาดใหญ่ชำรุด มีดินไหลเข้าพื้นที่ก่อสร้าง และมีน้ำรั่วไหลเข้าสถานี
เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่บริเวณโถงหน้าลิฟท์ ชั้น 1 อาคารเพชรรัตน์ วชิรพยาบาล นายชัชชาติ ผู้ว่าฯกทม. แถลงความคืบหน้าว่า

ไม่มีอะไรรุนแรงมากกว่าที่คาดไว้ คิดว่าไปตามแนวทางที่กำหนด เครนแม้ว่าจะมีกำลังเยอะ แต่เมื่อยื่นแขนออกมา กำลังก็ลดลง คิดว่ายกได้ประมาณ 50 ตัน
“ดินที่ไปอยู่ตรงด้านในนั้นมีความฝืด หากไปเทียบกับตัวอย่างเคส ตึก สตง. ที่เรายกแผ่นปูนไม่ได้เพราะน้ำหนักมีข้อจำกัด ต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยก่อน ต้องหาทางแก้ไป รอดูผู้รับเหมาก่อน และชิ้นส่วนน้ำหนักไม่เยอะมาก แต่ดินที่ยังติดอยู่ ทางวิศวกรรมแก้ได้ แต่อาจจะไม่ได้เร่งด่วน ต้องคำนึงเรื่องความปลอดภัย” นายชัชชาติ กล่าว
เมื่อถามว่า การนำกระสอบทรายมาวาง มีแนวทางอย่างไรบ้าง?
นายชัชชาติกล่าวว่า หากเราไปดูที่ญี่ปุ่น ก็อาจจะมีข้อแตกต่างอยู่ โครงการนี้เป็นโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินที่ต้องใช้ต่อ อยู่ดีๆ เราจะเอาคอนกรีตลงไปเททับเลยก็ไม่ได้ จะไหลไปในสถานี ซึ่งจะวุ่นวายมากขึ้น กระสอบทรายเป็นทางเลือกที่ดีและคล่องตัวรวดเร็ว
“ผมคิดว่าทางทีมงานมีผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้ร่วมหารือ และเป็นสถานการณ์ที่เหมาะกับทางนี้มากที่สุดแล้ว หากมีเวลาก็อาจจะมีเครื่องมือ แต่สิ่งนี้ทำได้เร็วเข้ากับสถานการณ์” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามว่า เรื่องการยกเครน กังวลต่อการกระทบต่อโครงสร้าง หรือไม่?
นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องระวังทั้งหมด ปัญหาที่กังวลคือน้ำหนักของเครน หากเกินกำลังก็จะพลิกและเอียงได้ จึงต้องคำนึง เพราะยืนพื้นอยู่บนพื้นสถานี ตัวสถานีเขาออกแบบมารับน้ำหนักระดับหนึ่ง ตอนนี้เรามีการค้ำยัน เพื่อรับน้ำหนักลงไปชั้นล่างด้วย ต้องระวังหลายๆ จุด อย่าใจร้อนมาก ให้ความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งต้อง รอฟัง รฟม. อีกที
เมื่อถามถึงความจำเป็นในร่วมมือกับญี่ปุ่น?
นายชัชชาติกล่าวว่า ทีมงานเขามีความเชื่อมโยงกันอยู่แล้วในแง่เทคโนโลยี เพราะบริษัทดังกล่าว ใช้เทคโนโลยีเดียวกันทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญเขาคุยกันอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ในช่วงเช้ามีแอ่งน้ำซึม หน้าบริษัทบุญรอด ห่างจาก วชิรพยาบาล 2 กม. เป็นอย่างไรบ้าง?
นายชัชชาติกล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลแล้ว รอเจ้าหน้าที่รายงานกลับมา เข้าใจว่าตรงนั้นก็มีโครงการทำเรื่องประปาอยู่เหมือนกัน เป็นสิ่งที่ต้องระวังว่าจะเกิดอะไรขึ้น สถานีทำอยู่แล้วต้องดูว่าทำอย่างไร น่าจะดูได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น สามารถลงไปดูจุดที่เกิดปัญหาได้
“ขอบคุณทุกคนที่เป็นหูเป็นตาในการแก้ปัญหา หากมีอะไรที่เป็นปัญหาให้รีบแจ้งเข้ามา” นายชัชชาติกล่าว

เมื่อถามว่า ดินยังสไลด์ อยู่หรือไม่?
นายชัชชาติกล่าวว่า จุดที่เรากลัว เราก็มีการปิดน้ำเมื่อคืน ผู้ว่าฯ การประปาก็อยู่ถึง 01.00 น. น้ำประปาก็หยุดแล้ว สิ่งที่กังวลที่สำคัญคือน้ำฝน หากเกิดมีฝนตกขึ้นมา กังวลเพราะว่า มันมีท่อระบายน้ำผ่านถนน ท่อระบายน้ำขาด หากฝนตกมา น้ำทั้งหมดก็จะไหลมายังหลุมตรงนี้ได้ เพราะเป็นจุดที่ท่อขาด จึงสั่งการให้บล็อกท่อทั้งหมดแล้ว ด้วยการเอากระสอบทรายไปอุดทั้ง 4 ด้าน มีอยู่ 2 ท่อ หัว-ท้าย รวมเป็น 4 จุด ไม่ให้น้ำบริเวณข้างเคียงไหลมาตรงจุดนี้
อีกจุดคือ น้ำที่ไหลมาจากบนผิวถนน ในส่วนนี้ก็ให้เตรียมกระสอบทรายไว้เพื่อกั้นทำเป็นเขื่อนรอบ หากมีน้ำไหลเข้ามา ในส่วนของน้ำฝน คาดว่าปริมาณคงไม่ได้เยอะมาก อาจจะ10 ซม. จึงคิดว่าคงไม่น่ามีปัญหา” นายชัชชาติกล่าว

เมื่อถามว่ากรณีก่อคอนกรีต ?
นายชัชชาติกล่าวว่า เข้าใจว่าเป็นการนำกระสอบทรายไปอุดตรงรูโหว่ก่อน แล้วคอนกรีตเทตามเพื่อให้แข็งแรง จากนั้นเอาทรายและดินถม ที่เหลือก็ลงไปทำงานข้างล่างเพื่อกู้อุโมงค์ และทำให้ถนนกลับคืนมา โดยในส่วนรายละเอียดนั้นคงต้องไปสอบถามทาง รฟม. เพราะ กทม.ดูในภาพรวม ไม่ได้อยู่ในกระบวนการตรงนี้
“ถ้าเกิดเป็นอุโมงค์ที่อื่น ไม่ได้ใช้งานแล้ว ก็สามารถถมได้เลย แบบนั้นแป๊บเดียว 3-4 วันก็เสร็จ แต่บังเอิญว่าเรายังต้องใช้อุโมงค์เพื่อทำสถานีอยู่ ดังนั้นก็เลยต้องคิดขั้นตอนให้ดีว่าเราจะกู้อุโมงค์กลับมาอย่างไร ก็อาจจะต้องใช้เวลานิดนึง” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามถึงการเยียวยา ก็นายชัชชาติเผยว่า ได้มีการเซ็นเอกสารแล้วเมื่อช่วงเช้ามืด โดยมี ผอ.เขตดุสิต เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อให้สามารถเยียวยาตามขั้นตอนของกฎหมายได้
นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า เมื่อวานมีคนคอมเมนต์ว่า ไปเอารถขึ้นมาทำไม ไปห่วงทรัยพ์สินมากกว่าชีวิตคนได้อย่างไร
“จริงๆ แล้วเราไม่ได้ห่วงทรัพย์สินเลยนะ เพราะว่ารถขึ้นมา ของใครก็ไม่รู้ แต่เรากลัวว่ารถจะไปกีดขวาง ก็เหมือนกับ ชาร์ปตัวนี้ ถ้ารถไปอยู่ตรงนั้น กระสอบทรายที่ลงไปก็ไม่สามารถอุดรุดได้ เพราะรถมันมีจุดที่น้ำเข้าไปได้ เป้าหายหลักของเราคือ เอาสิ่งกีดขวางออกไปก่อนที่มันจะไหลลงไป” นายชัชชาติกล่าว และว่า
ดังนั้น จริงๆ แล้วเราทำอย่างปลอดภัย เพราะเราไม่ให้คนลงไปยืนตรงริม เราให้คนห้อยตัวอยู่ เพราะเรากังวลความปลอดภัย
“ถ้าสังเกตคนที่ลงไปก็อยู่บนกระเช้า ไม่มีเท้าแตะดิน เพราะเรากลัวว่าดินมันสไลด์ แล้วออกมาไม่ทัน อย่างน้อยก็ให้คนห้อยอยู่ เราคิดถึงความปลอดภัยเป็นอันดับต้นอยู่แล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง ไม่มีใครเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น หัวใจสำคัญคือ การคาดการณ์อนาคตว่าปัญหาอาจเกิดอะไร แล้วก็ต้องเตรียมการ กลัวว่ารถจะไปขวางทางเวลาอุด เลยต้องเอารถออกมาก่อน มีการรระวังตัวพอสมควร” นายชัชชาติเผย

เมื่อถามถึงความเสียหาย ว่าใครควรเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า ตนคิดว่าตามหลักแล้วน่าจะเป็น ‘ผู้ดำเนินการก่อสร้าง’ เพราะไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมชาติ อย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่มีผู้รับผิดชอบแน่นอน อย่างเรื่องที่อยู่อาศัย ต้องให้ผู้รับเหมา และทาง รฟม. ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย
เมื่อมีผู้ถามว่า หนักใจหรือไม่ที่มีอีกหนึ่งเหตุการณ์ใหญ่ เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการทำหน้าที่ผู้ว่าฯ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า ก็เป็นหน้าที่เราอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ซึ่งต้องขอบคุณ
“มีคนอีกเป็นหลายคนที่อยู่เบื้องหลัง ทำงานหนักมาตลอด ขอบคุณทุกคนที่ร่วมมือกัน ผมว่านี่คือความเข้มแข็งของคนไทย เวลาเกิดอะไรทำคนมาร่วมมือกัน โดยที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย”
“อย่างเมื่อคืนถ้าไปเดินดู ก็มีเป็นร้อยคนเลยนะ ที่ต่อสาย ทำให้โรงพยาบาลมีอินเตอร์เน็ตใช้ พนักงานการประปามาช่วยกันต่อน้ำ ผมว่าเป็นบททดสอบ นี่คือความเข้มแข็งของเมือง เมืองต้องสามารถกลับมาได้ ตอนมีเหตุฉุกเฉิน
เราจะไม่ยอมแพ้หรอก เป็นเรื่องธรรมดา เป็นบทสอบ ไม่ใช่ของผม ของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกคนก็ทำงานได้ดี ประสานงานกันตั้งแต่เช้า ตั้งคอนมานต์เซ็นเตอร์ แจกงาน ทุกคนรู้หน้าที่ ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันทำงาน” นายชัชชาติกล่าว


