‘ซูพีเรีย’รับ 6 หลอดอสุจิ เบิกจากศูนย์ฯทั้งหมด สบส. จ่อสอบก่อนส่งหลักฐานพนง.สอบสวน

24.04.17 | 17:36 น.
นายศรายุธ อัสสมกร

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 เมษายน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นำทีมกฎหมาย สบส. เข้าตรวจสอบศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ภายหลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิกเจตนินเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยได้ตรวจสอบเอกสารต่างๆ พร้อมทั้งแถลงข่าว ว่า สำหรับที่ศูนย์ซูพีเรียฯ เป็น1 ในรายชื่อที่อยู่ในข้อมูลหลักฐานที่ทางหนองคายส่งมาให้ โดยคลินิกที่มีชื่อเกี่ยวข้องและติดอยู่ภายในถังไนโตรเจน คือ คลินิกเจตนิน และศูนย์ซูพีเรียฯ  สบส.จึงได้ลงพื้นที่เพื่อมาตรวจสอบมาตรฐานของคลินิก รวมทั้งตรวจสอบวิธีการเก็บ การแช่แข็ง และการเบิกอสุจิออกไปจากคลินิกว่าเป็นไปตามมาตรฐานของพ.ร.บ.สถานพยาบาล(ฉบับที่4)  พ.ศ.2559

นพ.ธงชัย กล่าวว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า คลินิกเจตนินเป็นผู้ตรวจเลือดและตรวจสเปิร์มในห้องปฏิบัติการ แต่การแช่แข็งสเปิร์มเป็นของศูนย์ซูพีเรียฯ ทั้ง 6 หลอด จาก 2 คน คือ ชาวเวียดนามและชาวจีน ซึ่งเป็นไปตามข้อมูลจากหนองคายที่ให้มากับทาง สบส. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ด้วยกฎหมายสบส. ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิกนั้น จะดูว่าเป็นไปตามมาตรฐานกระบวนการแช่แข็งสเปิร์มหรือไม่ ส่วนที่ว่าจะขยายผลว่าเกี่ยวโยงกับใครบ้างนั้น จะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน

“เราต้องมาดูว่าคนที่มาเบิกเอาอสุจิออกไปจากศูนย์ซูพีเรียฯ เป็นเจ้าของหรือไม่ เพราะตามมาตรฐานต้องเป็นเจ้าของแสดงความต้องการนำออกก่อน โดยต้องมีหลักฐานชัดเจน จากนั้นหากต้องการให้ผู้อื่นมารับแทนก็ต้องมีใบมอบฉันทะ จึงจะทำได้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะมอบฉันทะและมาเอาออกไปก็ถือว่าผิด ส่วนกรณีนี้ต้องขอเวลาตรวจสอบก่อนว่า ขั้นตอนต่างๆถูกต้องหรือไม่ คาดว่า 1-2 วันน่าจะทราบ” นพ.ธงชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการมอบอสุจิให้กับผู้รับมอบอำนาจไม่ได้ให้กับเจ้าของอสุจิเป็นการทำผิดมาตรฐานสถานพยาบาลหรือไม่ นพ.ธงชัย กล่าวว่า ในกรณีที่มอบอำนาจให้บุคคลอื่นเป็นคนมารับอสุจิจากคลินิกไปสามารถทำได้ แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องมีหลักฐานการแสดงเจตจำนงค์ความต้องการของเจ้าของอสุจิก่อนว่าต้องการนำอสุจิออกไป ส่วนในวันมารับเจ้าของจะมอบอำนาจให้ใครมารับแทนก็ได้ หากพบว่าคลินิกมอบอสุจิให้ไปกับผู้รับมอบอำนาจ แต่ก่อนหน้านั้นเจ้าของอสุจิไม่เคยแจ้งว่าต้องการขอเบิกอสุจิ ถือว่าคลินิกดำเนินการไม่เป็นไปตามข้อกำหนดสถานพยาบาลจะมีความผิดตามกฎหมาย

นายศรายุธ อัสสมกร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที กล่าวว่า จากการตรวจสอบอสุจิที่ทำการแช่แข็งเป็นของทางศูนย์ฯทั้ง 6 หลอด ส่วนก่อนหน้านี้ที่บอกว่า 2 หลอดน่าจะมาจากการสื่อสารคลาดเคลื่อน ทำให้เข้าใจผิด ต้องขออภัยด้วย เนื่องจากมีการเบิก 2 ครั้ง ครั้งละ 3 หลอด โดยเป็นของคน 2 คน ซึ่งก่อนจะเบิกออกไปนั้นได้มาแสดงตัวว่าต้องการนำออก และมอบให้บุคคลคนหนึ่งมานำออกไป ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกัน

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่เจ้าของอสุจิคนละคน แต่ให้บุคคลมานำออกไปเป็นคนเดียวกัน อาจเป็นเอเจนซี่หรือไม่ ซึ่งจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย นายศรายุธ กล่าวว่า ตนไม่ทราบจริงๆ เพราะโดยปกติการนำอสุจิออกไปนั้น จะต้องมีกฎเกณฑ์มากมาย ซึ่งเจ้าของได้ปฏิบัติครบ มีการแจ้งความจำนงในการขอนำออก ซึ่งสามารถทำได้ และมอบให้บุคคลอื่นมาเป็นผู้รับแทน ในที่นี้ที่เป็นบุคคลคนเดียวกัน ตนคาดว่าน่าจะเป็นบริษัทที่รับหน้าที่ขนส่ง

“จริงๆเรื่องนี้ไม่อยากให้โยงว่าเป็นการอุ้มบุญ และทางเราก็ไม่คิดเช่นนั้น เพราะจากการขอรับบริการแช่แข็งอสุจิของทั้ง 2 ราย มีการแจ้งความประสงค์ชัดว่า ต้องการมีลูก มีเอกสารต่างๆถูกต้องหมด จึงไม่อยากให้สังคมมองว่า เป็นเรื่องอุ้มบุญ อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นทางศูนย์ฯ ได้รับผลกระทบ เพราะยังมีบางเว็บไซต์ที่ไปเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับทางศูนย์ฯ ขณะนี้ได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย เตรียมจะแจ้งความดำเนินคดีเว็บไซต์ที่กล่าวอ้างชื่อของทางศูนย์ฯ และขอยืนยันว่าศูนย์ซูพีเรียฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ และไม่เคยมีสาขาที่ต่างประเทศด้วย” นายศรายุธ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าศูนย์ซูพีเรียฯ ส่งเลือดไปให้ทางคลินิกเจตนิน ตรวจจริงหรือไม่ เพราะเหตุใด นายศรายุธ กล่าวว่า จริง เพราะทางศูนย์ฯ ไม่มีห้องปฏิบัติการตรวจเลือด จึงต้องส่งไปยังคลินิกเจตนินตรวจ ซึ่งเป็นการตรวจเลือดทั่วไป ตรวจหาพาหะ เป็นต้น