ส.ก.บางกอกน้อย ลั่นบอกแล้วไม่เชื่อ! เคยแนะให้จ่ายหนี้ ‘รถไฟสีเขียว’ ก่อนโดนดอกเบี้ยอ่วมกว่า 1,440 ล้าน จี้ถามผู้ว่าฯกทม. ใช้เงินก่อนไหนจ่ายค่าเดินรถ? – ชัชชาติลุกแจยิบ 3 ขั้นตอน แผนกทม.อุดหนี้
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุม สภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2568โดยมี นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก พรรคเพื่อไทย เป็นประธานสภากทม.
ในตอนหนึ่ง นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า วันนี้เห็นข้อบัญญัติเข้ามาก็รู้สึกดีใจ เพราะว่าคราวที่แล้วตนได้ตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้ในฐานะประธานกรรมการวิสามัญ ที่แก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว แต่พอดีมีเหตุถนนยุบที่หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล จึงเป็นเหตุให้ผู้ว่าฯท่านไม่ได้อยู่ ซึ่งมอบให้นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯตอบกระทู้แทน แต่ก็ไม่มีความชัดเจนมากเท่าไหร่ เพราะหลายเรื่องที่ถามไป ก็ไม่ได้รับคำตอบ
“วันนี้ตอนแรกดูระเบียบวาระที่สำนักงานเลขาฯส่งให้ไม่มีข้อบัญญัติเรื่องยืมเงินสะสมเข้ามา กะว่าวันนี้จะตั้งกระทู้ถามอีกนะ เพราะว่าเพิ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กันยายน ว่าให้กรุงเทพมหานคร ชำระหนี้จำนวน ประมาณ 11,000 ล้าน แล้วก็มีเหตุผลในการพิจารณาคำพิพากษาในคำสั่งออกมา น่าจะตรงกับทุกประเด็นที่ผมเคยพูดไว้ในสภากรุงเทพมหานครแห่งนี้” นายนภาพลเผย

นายนภาพล กล่าวว่า กทม.คงต้องรับภาระในดอกดอกเบี้ยน้อยลง ก็คงไม่มีปัญหา แต่ว่าความดีใจก็แฝงได้ด้วยควาเสียใจ เพราะว่าคดีแรกที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาออกมา เมื่อประมาณกลางปี 2567 ให้กรุงเทพมหานครจ่ายเงินภายใน 180 วัน ซึ่งท่านผู้ว่าฯก็จ่ายในประมาณวันที่ 20 กว่าธันวาคม ก็เกือบครบกำหนด 180 วัน
“ในกระบวนการจ่ายเราก็มีจ่ายดำเนินการในขั้นตอนของชั้นศาลปกครองจนถึงที่สุด สุดแล้วสุดอีก มีคำพิพากษาออกมาแล้ว เราก็มีการอุทธรณ์ อุทธรณ์แล้วศาลก็ยืนยันให้เราชำระหนี้ โดยพิพากษาว่าสัญญามีผลผูกพันกับกรุงเทพมหานครตามกฎหมาย ให้เราชำระหนี้ตามสัญญาที่ทำไว้กับBTSC” นายนภาพลกล่าว
นายนภาพล กล่าวว่า หลังจากวันนี้คณะกรรมการชุดของตน ได้มีมีการสรุปความเห็นว่าให้ทางกทม. โดยผู้ว่ากรุงเทพมหานครฯให้การชำระหนี้ในส่วนของฟ้องครั้งที่ 2 ที่มีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 29 ที่ผ่านมา ซึ่งเราได้ศึกษาสอบถามหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น KT (กรุงเทพธนาคม) หรือ สำนักการจัดจราจร ว่าเราต้องสู้ในคดีที่ 2 ว่าเราต่อสู้ในประเด็นไหนบ้าง
“เขาก็บอกมาว่า เราต่อสู้ในประเด็นเดิมที่ต่อสู้ในศาลชั้นต้นมาแล้ว เพิ่มเติมก็คือคำชี้มูลของป.ป.ช. ผมก็บอกท่านประธานแล้วว่า การชี้มูลของป.ป.ช.ที่ศาลไม่รับพิจารณาคดี ก็เพราะศาลบอกแล้วว่าคำชี้มูลของป.ปช.จะไม่มีผลทำให้สัญญาเปลี่ยนแปลงไปได้ เราต้องชำระตามสัญญา ตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครเชื่อ พูดไปก็ไม่เชื่อ” นายนภาพลชี้
นายนภาพล กล่าวต่อไปว่า แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีการชำระในส่วนนี้ ตนบอกให้ชำระตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 67 หรือ ต้นเดือนมรกราคมปี 68 ถ้าจำไม่ผิดว่ากรรมการวิสามัญชุดนี้นั้นตนเป็นประธาน ถ้าชำระตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดว่าว่าเงินต้นประมาณ 27,000 ล้าน ดอกเบี้ยประมาณ 5.4 ล้านบาท/วัน
“จากธันวาคม 2567 ถึงสิงหาคม 2568 ประมาณ 8-9 เดือน ถ้าเราชำระตอนนั้นเราก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยถึง 8-9 เดือน วันหนึ่งต้องจ่าย 5.4 ล้าน เดือนหนึ่งก็ประมาณ 160 ล้าน 9 ผ่านมา 9 เดือนต้องเสียดอกเบี้ยประมาณ 1,440 ล้าน
ก่อนหน้าที่ทางกรรมการวิสามัญชุดผมพยายามที่จะประสานงาน ประชุม และรายงานให้สภาและผู้บริหารทราบว่า ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เพื่อลดภาระหนี้เบี้ยที่กรุงเทพมหานครที่จะเสียไปนี้ สมควรที่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ผมไม่แน่ใจว่าคำรายงานหรือคำศึกษาของกรรมการวิสามัญนี้ ผู้บริหารทราบแล้วแต่ท่านอาจจะไม่เชื่อ แต่ท่านอาจจะเชื่อฝ่ายกฎหมายของท่านที่มีความสามารถ” นายนภาพลระบุ
นายนภาพล กล่าวว่า เมื่อมีคำพิพากษานี้ออกมาจะเห็นว่า ตั้งที่ตนพูดไปตั้งแต่เดือนธันวาคม ตั้งแต่ยื่นกระทู้ถาม เร่งรัดให้มีการชำระหนี้นั้น เป็นไปตามที่ตนพูดทุกอย่าง

จากนั้น นายนภาพล กล่าวว่า ในกรณีที่ท่านผู้ว่าฯจะจัดตั้งงบประมาณเข้ามานั้น จะเป็นงบประมาณปีไหนในการจ่ายค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าและค่าซ่อมบำรุงของปี 69 แต่ที่ทราบคือท่านจะตั้งงบประมาณปี 70
“ในปี 69 ตั้งแต่ กันยายน ตุลาคม พฤศจิยากายน ยาวไปจนถึงกันยายนปีหน้าท่านจะเอาเงินที่ไหนจ่าย ผมขอถามท่านก่อน เพราะถ้าท่านไม่จ่ายดอกเบี้ยก็จะเดินเหมือนเดิม ผมเป็นห่วงว่ามันจะซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมอยากเรียนถามความชัดเจนจากท่านผู้ว่าฯว่า ในกรณีที่เราไม่ได้ตั้งงบประมาณปี 69 เพื่อจ่ายค่าเดินรถและซ่อมบำรุงนั้น เราจะเอาเงินส่วนไหนมาชำระ เพราะต่อไปท่านรับจากว่าจะชำระเป็นรายเดือนแล้ว ตอนนี้ศาลพิพากษาถึงที่สุดทุกอย่างแล้ว ไม่มีประเด็นที่จะต่อสู้แล้ว
ดังนั้นเราจะต้องชำระตามสัญญา คือ เดือนหนึ่งมีค่าส่วนต่างต้องจ่ายประมาณ 600 ล้าน/เดือน ตรงนี้เราจะเอาเงินที่ไหนชำระ ตรงนี้อยากให้ท่านตอบชัดๆ นิดหนึ่งว่า ท่านจะจัดสรรเงินในการไปชำระส่วนนี้ไหม หรือ ใช้เงินกลางปีงบประมาณปีนี้ จะขอเพิ่มเติมมาในการชำระค่าเดินรถปีนี้ไหม อยากจะถามเพื่อความชัดเจน เราจะได้ไม่ต้องสงสัยและเป็นภาระนี้ในอนาคต” นายนภาพลกล่าว

ต่อมา นายชัชชาติ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีค่าใช้จ่ายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย1 และส่วนต่อขยาย 2 ประมาณปีละ 8,400 ล้าน ซึ่งเราเก็บค่าโดยสารประมาณปีละ 2,400 ล้าน ฉะนั้นก็มีส่วนต่างอยู่ประมาณ 6,000 ล้าน
“ถ้าตามหลักเลยก็มี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือ ต้องปรับค่าโดยสารเพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายที่ต้องเสียไป ดังนั้นในระยะไม่นานก็อาจจะมีการปรับค่าโดยสารขึ้น เพื่อที่จะให้เราเก็บค่าโดยสารซึ่งเราก็จะได้ไม่ต้องไปชดเชยมาก เพราะถ้าเราไปชดเชยจำนวนมาก มันก็ไม่ยุติธรรมกับประชาชนส่วนอื่นที่ไม่ได้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งก็อาจจะมีการ subsidize บางส่วน แต่ก็ให้ส่วนนี้มีการอุดหนุนน้อยลง
ส่วนที่ 2 คือ งบกลางที่มีอยู่ ซึ่งสุดท้ายถ้าไม่พอก็ต้องเอาเข้ามาเป็นข้อบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมปี 69 ซึ่งอย่างไรก็ตามปีงบประมาณ 70 ก็ต้องตั้งขึ้นงบประมาณเพิ่มเติมขึ้นมาอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นของสภาชุดหน้าที่กับผู้บริหารชุดหน้าที่จะมาดำเนินการต่อไป แต่ก็สั่งการแล้วว่าปี 70 ก็คงจะต้องตั้งให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง” นายชัชชาติชี้
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามก็คงจะมี 3 ขั้นตอนที่ต้องทำ คือ คงต้องปรับค่าโดยสารให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องเสียไป เพราะมีค่าจ้างเดินรถซึ่งมีปริมาณค่อนข้างสูง 2. คือ ส่วนที่ยังขาดเหลืออย่างไรจากค่าใช้จ่ายที่ต้องมาชดเชย ก็ต้องเอางบกลางมาช่วยเบื้องต้น และสุดท้ายอย่างไรก็ต้องตั้งเป็นข้อบัญญัติเพิ่มเติมของปี 69 เพื่อจะนำมาใช่ต่อไป

