เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุม สภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2568โดยมี นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก พรรคเพื่อไทย เป็นประธานสภากทม.
ในตอนหนึ่ง นายพุทธพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตยานนาวา ได้เสนอญัตติด้วยวาจา ว่าด้วยการขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณา ทบทวนสัญญาให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก
นายพุทธพัชร์กล่าวว่า เนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568 คณะกรรมการวิสามัญชนได้หารือเกี่ยวกับการติดตั้ง Solar rooftop อย่างคุ้มค่า เป็นการเร่งด่วน ภายหลังทาง กทม. ได้ดำเนินการเซ็นสัญญาติดตั้ง Solar rooftop โดยมีระยะสัญญานานถึง 25 ปี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ส่งผลให้ทางการไฟฟ้านครหลวงจึงต้องทำการสำรวจหน่วยงานในสังกัด กทม. เพื่อเพื่อออกแบบระบบผลิตไฟฟ้า และประเมินเงื่อนไขด้านค่าใช้จ่าย อายุ และระยะเวลาของสัญญาเพื่อยื่นให้ทาง กทม. พิจารณา

จากการที่ทางการไฟฟ้านครหลวง ได้ทำการสำรวจหน่วยงานสังกัด กทม. พบว่าสามารถแบ่งพื้นที่ติดตั้งได้เป็น 4 ส่วน ดังนี้
1.กลุ่มสำนักงานเขต 50 แห่ง ขนาดติดตั้งประมาณ 5,623.80 kWp
2.กลุ่มศูนย์กีฬา กทม. ขนาดติดตั้งประมาณ 3,432.34 kWp
3.กลุ่มโรงเรียนในสังกัด กทม. ขนาดติดตั้งประมาณ 8,740 – 21,850 kWp
4.หน่วยงานอื่นๆ ในสังกัด กทม. ขนาดติดตั้งประมาณ 2,812 kWp
เมื่อรวมพื้นที่ทั้ง 4 กลุ่ม จะมีขนาดติดตั้ง Solar rooftop ทั้งหมดประมาณ 33,000 kWp และถ้าหากทาง กทม. เข้าร่วมโครงการดังกล่าว จะได้ส่วนลดค่าบริการมากถึง 20% ต่อหน่วย และด้วยระยะเวลาโครงการที่นานถึง 25 ปี จึงช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซน์ไปได้ถึง 24,167.08 tCo2 และประหยัดค่าไฟไปได้มากถึง 36,955,516 บาท
นายพุทธพัชร์ ยังได้นำเสนอแก่สภากทม. ว่าการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เอง แทนการทำสัญญากับภาคเอกชนนอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟได้มากถึง 114,000,000 บาทแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการติดตั้ง ช่วยสร้างรายได้จากการขาย Cabon Credit และช่วยให้การบริหารงบประมาณของทาง กทม. ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“อย่าลืมว่าการไฟฟ้านครหลวงเป็นรัฐวิสาหกิจแสวงหาผลกำไร ดังนั้น ทุกอย่างที่คำนวนต้องมีผลกำไร หน้าที่ของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครคือตรวจสอบ ติดตาม ให้กทม. ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด ทำยังไงให้กทม. ใช้เงินคุ้มค่าที่สุด” นายพุทธพัชร์กล่าว
นายพุทธพัชร์ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการ ทำสัญญาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กับภาคเอกชน ทั้งในแง่ของความคุ้มค่าของงบประมาณที่จ่ายไป รวมไปถึงกลยุทย์เอาเปรียบด้วยการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าจากแบบธรรมดา และแบบ TOU พร้อมทั้งยังเน้นย้ำให้สภากรุงเทพมหานครเห็นความสำคัญของการบริหารงบประมาณให้คุ้มค่า เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครให้ได้มากที่สุด

