เชฟหนุ่ม เสียชีวิตแล้ว หลังป่วยหนัก รพ.ปฏิเสธรักษา ต้องนอนเร่ร่อนในกัมพูชา เร่งประสานญาติรับร่างกลับไทย
จากกรณีเฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุตามหาญาติคนไทยรายหนึ่ง เป็นชาย อายุ 24 ปี ชาว อ.พระพรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ที่เร่รอนนอนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในประเทศกัมพูชา หลังพบว่าป่วยหนัก และรพ.ปฏิเสธการรักษานั้น
เมื่อเวลา 19.25 น. วันที่ 7 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ได้โพสต์อัพเดตระบุว่า
น้องเสียแล้วนะครับ
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผมดิ้นเรื่องน้องตั้งแต่เช้าพยายามติดต่อหาญาติญาติพี่น้องพยายามทำทุกอย่างให้น้องได้กลับไทย
และพยายามทำทุกอย่างถึงแม้จะยากแค่ไหนก็ตาม แต่ผมก็ไม่สามารถพาน้องกลับไทยได้แบบมีลมหายใจครับ
ในวันพรุ่งนี้ผมจะประสานรบกวนให้ท่านผู้การกองกำลังบูรพาจังหวัดสระแก้ว
รับน้องกลับเข้ามาประเทศไทยแล้วผมจะประสานส่งต่อสู่ญาติน้องครับ
ผมทำเต็มที่แล้วขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนภาคตะวันออก IMF

อย่างไรก็ตาม โหนกระแส รายงานว่า ผู้สื่อข่าวได้เกินทางไปที่บ้านของชายคนดังกล่าว แม่และย่าของชายคนดังกล่าว เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า เมื่อเห็นภาพที่มีการแชร์กันในโซเชียลก็เป็นห่วงลูกชาย ลูกชายจบอาชีวศึกษา มีพาสปอร์ต ทำงานเป็นเชฟบนเรือ เดินทางไปกับเรือตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีสัญญาณจ้างครั้งละประมาณ 9 เดือน และรับเงินเดือนค่อนข้างสูง
ปกติไม่ค่อยได้ติดต่อลูกชายบ่อย เพราะเวลาทำงานของลูกชายไม่ตรงกับเวลาประทศไทย แต่ลูกชายจะส่งภาพมาทางแชตเฟซบุ๊ก พูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง
ล่าสุดลูกชายไปทำงานเชฟบนเรือได้ประมาณ 1 ปีกว่า และขาดการติดต่อ กระทั่งมีการแชร์ภาพลูกชายตามหาญาติ ยอมรับว่าตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชาย ถึงไปนอนเร่ร่อนในประเทศกัมพูชา
ญาติได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ทราบว่า มีคนไทยในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นเครือข่ายศูนย์ประสานงานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ไปพบว่าชายคนดังกล่าวป่วย มีอาการปวดท้อง เร่ร่อนนอนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์ จึงได้พาไปโรงพยาบาลในประเทศกัมพูชา แต่กลับถูกปฏิเสธการรักษา โดยลูกชายไม่มีเงิน ไม่มีเอกสารใด ๆ
ส่วนสาเหตุ ญาติตั้งข้อสังเกตว่า ลูกชายอาจจะหมดสัญญาจ้างบนเรือก่อนหน้านี้ แล้วถูกเพื่อนคนไทยชักชวนไปทำงาน ล่องมาที่ประเทศกัมพูชา ก่อนจะถูกขโมย หรือบังคับข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย เอาเงิน ยึดเอกสารประจำตัวไปหมด ลูกชายจึงหนีออกมาโดยไม่มีเงิน ไม่มีเอกสาร
ยอมรับว่ากังวลความปลอดภัยของลูกชาย วิงวอนขอให้ทางรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ ช่วยเหลือลูกชาย พากลับประเทศไทยโดยเร็ว
จากนั้น แม่ได้วิดีโอคอลคุยกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ซึ่งได้ให้ความมั่นใจว่า ตอนนี้ทราบพิกัดที่แน่ชัดของลูกชายแล้ว อยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือลูกชายกลับประเทศไทยโดยเร็ว


