สมาคมเวชศาสตร์ฯ เผยตัวเลขผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารพ.กว่า 25 ล้านคน เหตุโรคไม่ติดต่อสูงสุด

25.04.17 | 15:49 น.

เมื่อวันที่25 เมษายน  ที่โรงแรมสุโกศล   สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย สถาบันประสาทวิทยา และสมาคมนักกำหนดอาหาร จัดเวทีระดมความคิดในโครงการส่งเสริมและป้องกัน คนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดยมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เข้าร่วมงานกว่า100คน

ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้คนไทยมีแนวโน้มเจ็บป่วยฉุกเฉิน เสี่ยงเสียชีวิต พิการ กะทันหันเพิ่มขึ้น ยอดผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลกว่า25ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันองค์การอนามัยโลก(WHO) รายงานว่าร้อยละ 68 ของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ หรือโรคเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตันเป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับการจัดงานครั้งนี้ที่เป็นการระดมสมองจากบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในการรักษาผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน ป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉิน และรับฟังความเห็นคำแนะนำเพื่อการปรับปรุงสื่อต่างๆที่ทางโครงการฯได้จัดเตรียมให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักป้องกันตนเองไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน หากสามารถทำให้แพทย์พยาบาลเปลี่ยนการมุ่งเน้นเฉพาะที่การรักษา ให้เป็นการส่งเสริมป้องกันไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นได้ ก็จะช่วยลดการเสียชีวิต ความพิการ หรือความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยได้

ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์สันต์ กล่าวว่า สำหรับแนวคิดของโครงการนี้ ประกอบด้วย4กรอบ คือ1.การทำให้มีสุขภาพดี2.หากมีโรคประจำตัว หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินใด ผู้ป่วยหรือญาติสามารถดูแลและควบคุมโรคประจำตัว หรือการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 3.หากมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินรุนแรง ผู้ป่วยหรือญาติ ควรทราบวิธี ช่องทางในการสอบถามวิธีการแก้ไขเบื้องต้น หรือติดต่อขอรับบริการการแพทย์ฉุกเฉิน1669 ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 4.การเตรียมบุคลาการทางการแพทย์ให้พร้อมช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้อย่างเหมาะสมเมื่อพบผู้ป่วยประสบเหตุ

“การที่รัฐบาลพยายามสร้างกลไกการรักษาด้วยนโยบาย เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิได้ทุกที่ฟรี 72ชั่วโมง นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ประชาชนไม่ต้องสำรองเงินจ่าย แต่การดำเนินการนั้นจำเป็นจะต้องมีความรัดกุมเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ระบบที่ฟุ่มเฟือยไม่ถูกต้อง และมีความครอบคลุม”ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์สันต์ กล่าว

 

Advertisement