วันที่ 25 เมษายน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายเถลิงศักดิ์ เพชรสุวรรณ ผอ.สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง พร้อมคณะ เดินทางติดตามปัญหาโรงงานยางแท่ง 2 แห่งของ จ.อุดรธานี ประกอบด้วย บ.ศรีตรัง แอโกร อินดัสทรี จก.(มหาชน) และ บ.วงษ์บัณฑิตอุดรธานี จก. ที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน และกรมควบคุมมลพิษ ตรวจพบค่าความเข้มกลิ่นด้วยการดมกลิ่น เกินกว่าค่ามาตรฐานเทียบเคียงโรงงาน 23 ประเภท สูงเกินถึง 32-103 เท่า ทำให้ จ.อุดรธานี มีคำสั่งให้ปิดปรับปรุงไปจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคมนี้
โดยนายจตุพร พร้อมคณะ ได้ร่วมประชุมที่ห้องปฏิบัติการผู้ว่าฯ ศาลากลาง จ.อุดรธานี พร้อมด้วยนายชยาวุธ จันทร ผวจ.อุดรธานี นำนายเฉลียว ลีสง่า ผอ.สวล.ภาค 9 , นายธนวรรธ์ เลิศสุคนธ์ อุตสาหกรรม จ.อุดรธานี , ตัวแทนสาธารณสุข จ.อุดรธานี , ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด , ศูนย์ดำรงธรรมอุดรธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายงานปัญหากลิ่นเหม็นมากว่า 5 ปี ที่ผ่านมาดำเนินการอย่างไรบ้าง จนมีคำสั่งให้ปิดปรับปรุง
จากนั้น นายจตุพร และนายชยาวุธ พร้อมคณะเดินทางมายังโรงงานยางแท่งทั้ง 2 แห่ง เริ่มจาก บ.ศรีตรัง แอโกร อินดัสทรี จก.(มหาชน) พบนายพรศักดิ์ ไพรสาน ผู้จัดการโรงงานฯ และที่ บ.วงษ์บัณฑิตอุดรธานี จก. ถนนนิตโย บ.จำปา ต.หนองนาคำ อ.เมือง พบนายเอกพจน์ มณีรัตน์ ผจก.โรงานฯ นำตรวจพื้นที่เก็บยางก้อนถ้วย และระบบบำบัดกลิ่นจากการอบยางแท่ง โดยไม่มีการเดินเครื่องผลิต ภายในบริเวณโรงงานมีกลิ่นกองยาง และน้ำเสียบ้าง แต่ไม่รุนแรงเหมือนช่วงเดินเครื่องผลิต
ด้านผู้จัดการโรงงานทั้งสอง ชี้แจงในทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้เดินเครื่องผลิตตามคำสั่ง ของอุตสาหกรรม จ.อุดรธานี แต่ก็ไม่ได้เลิกจ้างคนงาน ยังคงจ้างแรงงานตามกฎหมาย คืออย่างน้อย 70 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นงานเกี่ยวข้องกับซ่อมบำรุง ทำความสะอาด รวมไปถึงจัดให้มีการอบรม พัฒนาบุคลากร และการทำ ซีเอสอาร์. ส่วนการปรับปรุงแก้ไขกลิ่น กำลังส่งแผนงานตามที่ไปดูโรงงาน ที่ใช้ระบบไบโอฟินเตอร์มาช่วย พร้อมระบุว่าโรงงานยางแท่งทั่วประเทศ มองว่าอาจะมีผู้เสนอวิธีของอุดรธานี ไปใช้ในโรงงานยางแท่งอื่นๆด้วย
นายจตุพร กล่าวกับตัวแทนโรงงานว่า เดินทางมาดูข้อเท็จจริงตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่มีความเป็นห่วงเป็นใยทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวกันอุตสาหกรรมยางพารา ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่เดือดร้อนจากโรงงาน , โรงงานที่ต้องหยุดเดินเครื่องปรับปรุง และชาวสวนยางที่ต้องนำผลผลิตออกมาขาย เป้าหมายคือทุกภาคส่วนต้องอยู่ร่วมกันได้ การแก้ไขปัญหาครั้งนี้โรงงานต้องเสนอแผนปฏิบัติการณ์ขึ้นมา โดยทางราชการจะช่วยให้คำแนะนำในวันนี้

ต่อจากนั้น คณะทำงานยังเดินทางไปพบกับประชาชนที่ บ.จำปา ต.หนองนาคำ เพื่อพบกับผู้นำชุมชน และชาวบ้าน สอบถามถึงความเดือดร้อนหายไป หรือลดลงหรือไม่ โดยชาวบ้านยอมรับว่ากลิ่นลดลง แต่ก็ยังมีกลิ่นระดับน้อย และปานกลางอยู่บ้าง ซึ่งนาบจตุพรฯ บอกกับชาวบ้านว่า “มีโอกาสจะมานอนดมกลิ่นกับชาวบ้าน” หลังจากก่อนหน้านี้ชาวบ้านเตรียมบ้านให้ข้าราชการระดับสูงมานอน โดยนายจตุพร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้กรมควบคุมมลพิษ มาดูข้อเท็จจริงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญในทุกมิติ ตั้งแต่ประชาชนได้รับผลกระทบ จังหวัดสั่งให้โรงงานหยุดปรับปรุง รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกยาง ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้ง 3 ส่วนดูว่ามีมาตรฐานอะไร ที่จะเข้ามาดูแลเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนต้องอยู่ร่วมกันได้ สรุปว่ามีปัญหาเรื่องของค่าที่เกินมาตรฐาน ผู้ว่าฯให้อุตสาหกรรมใช้อำนาจ ให้ 2 โรงงานยางแท่งหยุดปรับปรุง 1 เดือน
“ เราลงพื้นที่มาดูว่าทั้ง 2 โรงงาน ควรจะมีมาตรฐานการปรับปรุงอะไรบ้าง โดยมีข้อเสนอแนะให้กับทางจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องของหลักเศรษฐศาสตร์ และเรื่องทางสังคม ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ จะเป็นมาตรการให้แต่ละโรงงานดูว่า จุดอ่อนของแต่ละโรงงานอยู่ตรงไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อหยุดปรับปรุงแล้ว ต้องมีการปรับปรุงอย่างแท้จริง และประชาชนต้องยอมรับ ” นายจตุพร กล่าว
ต่อคำถามที่ว่ากรมควบคุมมลพิษยังไม่ได้กำหนดนั้น นายจตุพรกล่าวว่า ให้โรงยางอยู่ในมาตรฐานกลิ่นโรงงาน 23 ประเภท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็เทียบเคียงใช้อยู่แล้ว การจะเพิ่มโรงงานยางเข้าไปอีก 1 ประเภทโรงงาน ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร โดยข้อเสนอแนะเตรียมไว้แล้ว ทั้งเรื่องเทคนิคต่างๆ ทั้งปล่องควัน , การจัดเก็บวัตถุดิบ , การใช้สารเคมีช่วยให้น้ำยางเกาะตัวเร็ว , การดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ , การเข้าถึงข้อมูลของประชาชน เพราะเมื่อโรงงานปรับปรุง ประชาชนก็คงอยากรู้ว่า ทางโรงงานได้ปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง

ส่วนคำถามน้ำกรดหยดยาง ที่ทางจังหวัดได้ทำการออกสุ่มเก็บมาตรวจสอบจนพบสารโลหะหนักปน กรมควบคุมมลพิษดูแลอยู่ จะดำเนินการอย่างไร นายจตุพร ตอบว่า ในฐานะที่เป็นเลขานุการ คณะกรรมการสารเคมีแห่งชาติ เมื่อมีประเด็นอย่างนี้ ก็จะให้จังหวัดทำเรื่องเข้ามา ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลการนำเข้าสารเคมีทั้งหมดของประเทศ ให้อยู่ในจุดหนึ่งในการที่จะเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งในที่ประชุมคณะกรรมการสารเคมีแห่งชาติได้คุยกันแล้ว เราจะนำเข้าไปสู่ที่ประชุม
“เรื่องโรงงานยางยังไม่มีมาตรฐานกลิ่น และเรื่องของน้ำกรดหยดยาง ก็ยังไม่กำหนดมาตรฐาน คิดว่าเรื่องกลิ่นไม่มีปัญหา เพราะเราสามารถนำเทียบเคียงได้ เพราะเมื่อสัมผัสกลิ่นเราก็สามารถรู้ได้ทันที เพียงแต่ว่าการเปรียบเทียบเท่านั้น โดยเรามีคำสั่งของศาลปกครอง ที่ตัดสินโรงงานที่ จ.ระยองไว้แล้ว สามารถนำมาใช้เทียบเคียงได้ ส่วนเรื่องของน้ำกรดหยดยาง ผมคงต้องไปหารือกับทางกรมวิชาการเกษตร ที่อยู่ในคณะกรรมการสารเคมีแห่งชาติด้วยกัน คงจะไม่มีปัญหาอะไร ” นายจตุพร กล่าว
ทั้งนี้ นายจตุพรได้กล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องการร้องเรียนโรงงานยางอื่น กรมควบคุมมลพิษจะเข้ามาดูด้วย ซึ่งปกติการแก้ไขปัญหาอยู่ที่ระดับจังหวัด หากยังแก้ไขไม่ได้ ก็ยังมีมาตรการอื่น ๆ อีก เมื่อถึงวันนี้แล้ว ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องมาร่วมมือกัน ที่จะต้องว่ากันเป็นสเต็ปไป หากแก้ไม่ได้ ตนจะมานอนร่วมกับชาวบ้านที่นี่ เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาต่อไป

