หน้าแรก ในประเทศ ส.ก.นึกว่า ‘เ...

ส.ก.นึกว่า ‘เขตปกครองพิเศษ?’ เปิดปม ‘ธุรกิจเกิดใหม่’ แนะ กทม.แยกกิจการอันตราย

15.10.25 | 15:57 น.

ส.ก.นึกว่า ‘เขตปกครองพิเศษ?’ เปิดปม ‘ธุรกิจเกิดใหม่’ แนะ กทม.แยกกิจการอันตราย – แก้ กฎหมายล้าหลัง

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 3) พ.ศ. 2568

ในตอนหนึ่ง นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์  ส.ก.เขตยานนาวา  ได้เสนอญัตติเรื่อง ขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

นายพุทธิพัชร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กทม. เป็นเขตปกครองพิเศษ ใช้ระบบการจัดการแบบผสม มีหลายอย่างจัดการแบบปะปน จึงทำให้ธุรกิจใหม่เกิดขึ้น กฎหมายบางตัวอาจจะไม่ทันสมัย

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2561กำหนดประเภทกิจคารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่ต้องควบคุมในพื้นที่ครุงเทพมหานครจำนวน 13 ประเภท ได้แก่

Advertisement

กลุ่มที่ 1 กิจการที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์
ครอบคลุมกิจการเพาะพันธุ์ เลี้ยง หรืออนุบาลสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลาน และแมลง รวมถึงการเลี้ยงเพื่อรีดนม ตลอดจนกิจการเลี้ยงหรือรวบรวมสัตว์เพื่อการแสดงหรือเชิงพาณิชย์ เช่น สวนสัตว์ และฟาร์มท่องเที่ยวที่มีการเก็บค่าเข้าชม

กลุ่มที่ 2 กิจการที่เกี่ยวกับสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์

การฆ่าสัตว์ (ยกเว้นการฆ่าเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนหรือในสถานที่จำหน่ายอาหารทั่วไป)รวมถึง การฟอกหนังสัตว์หรือขนสัตว์ การสะสมหนังหรือขนสัตว์ที่ยังไม่ผ่านการฟอก การเคี่ยวหนังหรือชิ้นส่วนสัตว์เพื่อนำมันออก ตลอดจน การตาก ต้ม หรือเผาเปลือกหอยและเปลือกสัตว์ ซึ่งไม่ใช่เพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือจำหน่ายในตลาดสดทั่วไป

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึง การผลิตหรือแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกระดูก เขา หนัง ขน หรือเปลือกสัตว์ ที่มีกรรมวิธีอาจก่อให้เกิดกลิ่นหรือมลพิษ

กลุ่มที่ 3 กิจการเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม และน้ำดื่ม

การผลิตและแปรรูปอาหารหลากหลายประเภท เช่น การผลิตและแปรรูปน้ำปลา น้ำพริก น้ำจิ้ม ซอสปรุงรส รวมถึงผลิตภัณฑ์ในทำนองเดียวกัน เช่น กะปิ และปลาร้า

รวมถึง การหมัก ดอง ตาก หรือเกี่ยวข้องกับอาหารจากสัตว์หรือพืช อาทิ แหนม ปลาร้า ปลาส้ม เป็นต้น ตลอดจน การผลิตขนมอบ ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ แป้ง และผลิตภัณฑ์จากนม ในลักษณะการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึง การผลิตเครื่องดื่มบรรจุขวดหรือกระป๋อง น้ำอัดลม และเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ รวมถึงการบรรจุภาชนะอาหาร การคั่วกาแฟ การผลิตไอศกรีม (ยกเว้นเพื่อบริโภคในครัวเรือน) ตลอดจน การผลิตลูกชิ้นด้วยเครื่องจักร ผงปรุงรส และอาหารบรรจุกระป๋อง

กลุ่มที่ 4 กิจการยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ชำระล้าง

การผลิต ผสม และบรรจุยา รวมถึงยาที่ใช้ทางการแพทย์ด้วยเครื่องจักร เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางยานอกจากนี้ ยังรวมถึง การผลิตแชมพู สบู่ ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และเครื่องสำอางบางประเภทรวมทั้ง การผลิตวัสดุปฐมพยาบาล ผ้าพันแผล ผ้าลัมบ์ลี (Lamblee) และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มที่ 5 กิจการเกษตรและแปรรูปผลผลิตการเกษตร

การอัดหรือสกัดน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันปาล์ม เพื่อการค้าในเชิงพาณิชย์รวมถึง การอบ รม ล้าง สีข้าว การแปรรูปแป้งมันสำปะหลัง และการผลิตแป้งหรือผลิตภัณฑ์จากพืชด้วยเครื่องจักร ตลอดจน การผลิตยาสูบ การผลิตปุ๋ย รวมถึงการเก็บ สะสม หรือตากพืชบางชนิดที่มีกลิ่นหรือฝุ่นมาก

กลุ่มที่ 6 กิจการโลหะ แร่ และการทำเหมือง

การผลิตชิ้นส่วนโลหะ เครื่องมือ และการหลอม–ถลุงโลหะ (ยกเว้นบางประเภท)รวมถึง การกลึง เจาะเชื่อม หรือตัดโลหะด้วยเครื่องจักร ซึ่งอาจก่อให้เกิดฝุ่นหรือไอโลหะในกระบวนการผลิต ตลอดจน การชุบหรือเคลือบโลหะด้วยสารเคมีอันตราย เช่น ตะกั่ว นิกเกิล และโครเมียม

กลุ่มที่ 7 กิจการยานยนต์ เครื่องจักร และอุปกรณ์
ครอบคลุมการพ่นสีตัวถังรถยนต์ การพ่นสารเคมี การซ่อมตัวถัง และศูนย์ซ่อมขนาดใหญ่ที่มีการพ่นสีหรือพ่นสารหน่วงไฟ รวมถึงการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ การซ่อมเครื่องยนต์ และการเปลี่ยนถ่ายของเหลวในระบบยานยนต์

กลุ่มที่ 8 กิจการอุตสาหกรรมไม้ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ และหนัง
ครอบคลุมการเลื่อย ขัด ทา และเคลือบไม้ด้วยสารเคมี โดยเฉพาะการทำเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้สาร VOC สูง รวมถึงการฟอก ย้อม และพิมพ์ผ้าโดยใช้สารเคมีในงานสิ่งทอ ตลอดจนการฟอก ฟาดหนัง และผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง

กลุ่มที่ 9 กิจการการพิมพ์ป้าย การใช้สีและเคมีภัณฑ์ทั่วไป
ครอบคลุมการพิมพ์สีลงวัสดุที่ไม่ใช่สิ่งทอ เช่น สติ๊กเกอร์และป้าย ด้วยสารตัวทำละลายและสีที่เป็นอันตราย รวมถึงการล้างภาชนะและบรรจุภัณฑ์ด้วยสารเคมีที่อาจก่อมลพิษ

กลุ่มที่ 10 กิจการหิน คอนกรีต วัสดุก่อสร้าง และงานก่อสร้างที่ก่อฝุ่น
ครอบคลุมการระเบิด ขุด โม่ และป่นหินด้วยเครื่องจักร ซึ่งก่อฝุ่นและเสียงดัง การผสมคอนกรีตขนาดใหญ่และโรงงานผสมปูน (batching plant) รวมถึงการก่อสร้างถนนและงานรื้อถอนที่ก่อฝุ่นหรือความสั่นสะเทือน

กลุ่มที่ 11 กิจการน้ำมัน เชื้อเพลิง เคมี และสารอันตราย
ครอบคลุมการจัดเก็บและจำหน่ายเชื้อเพลิง รวมถึงคลังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับเก็บรักษาและบรรจุ และการผลิต กลั่น หรือแปรรูปสารเคมีบางชนิดที่อาจก่อให้เกิดไอ กลิ่น และของเสียอันตราย

กลุ่มที่ 12 กิจการการจัดการของเสีย มูลฝอย การเผา และการบำบัด
ครอบคลุมสถานประกอบการที่จัดการมูลฝอยทั่วไป รวมถึงการฝังกลบตามหลักสุขาภิบาลและการเผาในเตาเผา การกำจัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยการเผา เตาเผาพลาสติก และเตาเผาขยะอันตราย รวมถึงสถานประกอบการรีไซเคิลที่อาจก่อมลพิษ เช่น การเผา หล่อ หรือถลุงวัสดุที่เป็นอันตราย

และกลุ่มที่ 13 กิจการอื่น ๆ ที่ก่อมลพิษหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ครอบคลุมกิจการเกี่ยวกับการแสดง สถานบันเทิง และคาราโอเกะ ในกรณีที่ก่อมลพิษเสียงหรือมีการรวมคนจำนวนมาก กิจการที่สะสมของเสีย ของเก่า หรือของชำรุด เช่น โกดังที่ก่อกลิ่นหรือเป็นแหล่งเพาะเชื้อ ตลอดจนกิจการที่ยังไม่จัดประเภทแต่มีผลกระทบด้านกลิ่น เสียง ฝุ่น หรือการระบายของเสีย

“สิ่งที่ต้องชี้แจงคือ 13 กลุ่มดังกล่าวมีความแตกต่างกันมาก ทางคณะกรรมวิสามัญเพื่อปรับปรุงข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2561 สภา กทม. ก็ต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ วันนี้เราต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะออกข้อบัญญติต่อๆ ไป” นายพุทธิพัชร์ กล่าว

นายพุทธิพัชร์ กล่าวถึงหัวข้อที่ควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการปรับปรุง ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2561 มีดังนี้

1.รายการประเภทกิจการไม่เป็นระบบและไม่มี risk-tier เชิงปริมาณ ต้องจัดสิ่งที่เป็นกิจการทำลายสุขภาพเป็นกลุ่มๆ

2.ข้อบัญญัติอาศัยการอ้างอิงกฎหมายหรือประกาศอื่นๆ แต่ไม่ไม่ได้ กำหนดขั้นตอนการประสานหรือความรับผิดชอบที่ชัดเจน จัดหน้าที่ให้ชัดเจน ไม่กระจักกระจาย

3.ขาดการกำหนดค่ามาตุรฐานเชิงปริมาณและเกณฑ์ปฏิบัติ (เช่น ค่าจำกัดเสียง คุณภาพอาภาศ น้ำเสีย ฯลฯ) ไว้ในข้อบัญญัติโดยตตรง กฎหมายบางตัวอาจมีการล้าสมัย

4.การบังคับใช้กับกิจการรูปแบบใหม่ (cloud kitchen / dark store /e-commerce fulfilment / gig economy) ยังไม่ครอบคลุม

5.หลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมและการคิดอัตราไม่โปร่งใสและอาจไม่เป็นไปตามหลักความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมมชัดเจน

6.การคุ้มครองแรงงานและการกำหนดหน้าที่ของนายจ้างหรือผู้ประกอบการต่อพนักงานยังไม่ชัดเจนและไม่เฉพาะเจาะจง ควรมีค่าชดเฉยรายได้หรือม่ การตรวจสุขภาพประจำปี ที่ทำงานเสียงต่อสุขภาพหรือไม่

7.กระบวนการอนุญาต ,เพิกถอน ,อุทธรณ์ มีความไม่ชัดเจนและขาดมาตรการป้องกันการใช้อำนาจโดยพลการ

8.ขาดมาตรการการติดตามและรายงานผลในเชิงดิจิทัลและตัวชี้วัดผลการปฏิบัติในการบังคับใช้  การใช้ระบบอเล้กทรนิกสามารถเพิ่มความโป่งใส และลดขั้นตอนการทำงาน

9.ข้อบัญญัติมีความเสี่ยงที่จะล้าหลังทางเทคโนโลยีและบริบทเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถอัปเดตธุรกิจใหม่ได้ทันโลก ข้อบัญญติอาจไม่ทันปรยุกต์ใช้

10.ความไม่สอดคล้องเรื่องผังเมืองและการใช้ที่ดิน (mixed-use / multi-storey residential-commercial) ไม่สอดคล้องกับข้อบัญญัญญัติ

นายพุทธิพัชร์ กล่าวโดยสรุปว่า ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2561 มีโครงร่างครอบคลุมพื้นฐานตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขและประกาศกระทรวง แต่เมื่อเทียบกับบริบทของเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยังพบช่องว่างสำคัญหลายประการ ส่งผลให้การบังคับใช้ไม่สอดคล้อง ไม่เป็นธรรม หรือไม่ทันสมัยต่อทั้งกิจการรูปแบบเก่าและรูปแบบใหม่ จึงจำเป็นต้องแก้ไขทั้งในเชิงสาระ (เช่น นิยาม รายการ เกณฑ์เชิงปริมาณ ฯลฯ) และเชิงกระบวนการ

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการตั้ง คณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าว เพราะกรุงเทพมหานครไม่สามารถรอได้

“ในอนาคต การศึกษาของคณะกรรมการอาจนำไปสู่ข้อบัญญัติใหม่ 13 ฉบับ เพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถแยกประเภทกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้อย่างชัดเจน เกิดความเท่าเทียม ลดการใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล และทันสมัยตามยุคสมัย จึงอยากให้ทุกคนร่วมมือกันทำเพื่อคนกรุงเทพมหานคร เพราะ กรุงเทพฯ ต้องมาก่อน” นายพุทธิพัชร์ ทิ้งท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ สภากทม.ได้มีการเสนอรายชื่อ คณะกรรมการวิสามัญศึกษากฎหมายเกี่ยวกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จำนวน 11 คน