หน้าแรก ในประเทศ นายก ส.วิศวะฯ...

นายก ส.วิศวะฯ ตรวจการรื้อ สน.สามเสน แนะติดเครื่องวัด ‘แรงสั่น’ ต้องไม่เกิน 20 มม.

20.10.25 | 18:44 น.

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบการรื้อถอน สน.สามเสน ย้ำความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก พร้อมห่วงผลกระทบอุโมงค์ใต้ดินและสภาพดินฐานราก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน โดยใช้รถแบ๊กโฮติดหัวหนีบตัดคอนกรีต โดยค่อยๆ รื้อโครงสร้างคานด้านบนสุดของตัวอาคารออกก่อน ซึ่งตลอดระยะเวลาการทำงานเจ้าหน้าที่ได้ใช้ของเหลวฉีดพ่นโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินสภาพอาคาร สน.สามเสน อาคารแฟลตตำรวจและอาคารโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

โดยทางโครงการยังคงเร่งดำเนินการและคำนึงถึงความปลอดภัย เพื่อเร่งคืนสภาพพื้นผิวการจราจร ซึ่งการถมคอนกรีตทรายและหินคลุกเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อย โดยถมหินคลุกไปแล้วประมาณกว่า 1,800 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงดำเนินการสกัดพื้นคอนกรีตบริเวณทางลาดเดิมของอาคารทีปังกรรัศมีโชติ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และเก็บเศษวัสดุออก เพื่อเตรียมพื้นที่ในการซ่อมแซมคืนทางลาดให้กับโรงพยาบาล และหากรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน แล้วเสร็จ จะเร่งดำเนินการซ่อมแซมผิวการจราจรเพื่อให้ถนนสามเสนสามารถกลับมาใช้ได้ตามปกติ ซึ่งกระบวนการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน เจ้าหน้าที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าการรื้อถอนอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพื่อให้คำแนะนำด้านเทคนิคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในการรื้อถอน

ศ.ดร.อมรเปิดเผยว่า การรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน จำเป็นต้องดำเนินการภายใต้ Demolition Plan หรือแผนการรื้อถอนอย่างเป็นระบบและตามหลักวิศวกรรม เนื่องจากอาคารมีความสูง 4 ชั้น และใช้โครงสร้างพื้นแรงดึงสูง ซึ่งมีความซับซ้อนในการถอดรื้อ โดยเฉพาะจุดที่มีการอัดแรงด้วยน้ำปูน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบสภาพภายในท่ออัดแรงได้แน่ชัด จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในทุกขั้นตอน

Advertisement

และย้ำว่า การรื้อถอนลักษณะนี้ถือเป็นงานวิศวกรรมควบคุม ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องมี วิศวกรระดับสามัญเป็นผู้ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันอันตรายทั้งต่อแรงงานและอาคารโดยรอบ พร้อมแนะนำให้ผู้รับจ้างติดตั้งเครื่องมือวัดแรงสั่นสะเทือน เพื่อตรวจสอบไม่ให้การสั่นสะเทือนเกินค่ามาตรฐาน 20 มิลลิเมตร อันอาจส่งผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง

นอกจากนี้ ยังฝากข้อห่วงใยไปยังการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้า ให้ตรวจสอบความเสียหายใต้ดินอย่างละเอียด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีโครงสร้างอุโมงค์ซ้อนกันสองระดับ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการทรุดตัวของดินในอนาคต แม้จะมีการถมทรายปรับพื้นไว้แล้วก็ตาม พร้อมเสนอให้จัดทำแผนสำรวจและซ่อมแซมอุโมงค์ เพื่อป้องกันปัญหาความเสียหายระยะยาว

ขณะนี้บริเวณพื้นที่รื้อถอนยังไม่พบแรงสั่นสะเทือนที่กระทบต่ออาคารใกล้เคียง แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ได้แนะนำให้ติดตั้งเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนเพิ่มเติม เพื่อให้แน่ใจว่าค่าการสั่นไม่เกินช่วง 10-20 มิลลิเมตร โดยเน้นย้ำว่าคนงานทุกคนต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของลักษณะอาคาร ดร.อมรระบุว่า ตัวอาคาร สน.สามเสน ไม่ได้เป็นโครงสร้างซับซ้อนมากนัก ใช้วัสดุคอนกรีตและเหล็กในปริมาณไม่สูงนัก จึงสามารถใช้เทคนิค “ตัวหนีบควบคุมการรื้อ” เพื่อลดแรงกระแทกและควบคุมทิศทางการรื้อได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ หากพื้นดินมั่นคงและสภาพอากาศเอื้ออำนวย คาดว่าการรื้อถอนจะดำเนินการแล้วเสร็จตามกรอบเวลา เน้นว่า หลังการรื้อถอนเสร็จสิ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบและวิเคราะห์สภาพดินใต้ฐานอาคารให้แน่ชัดก่อนเปิดใช้พื้นที่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการทรุดตัวในอนาคต โดยเฉพาะหากยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการทรุดตัวครั้งก่อน จึงไม่ควรเร่งสร้างอาคารใหม่ในทันที

สำหรับความคืบหน้าทางด้านการสอบสวนสาเหตุของการทรุดตัว ศ.ดร.อมรเปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงแล้ว แต่ยังไม่มีผลสรุปเป็นทางการ ทั้งนี้ ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศ ดร.อมรระบุว่า ในวันพุธที่จะถึงนี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ รฟม. บริษัทผู้รับจ้าง และบริษัทที่ปรึกษา เข้าชี้แจงข้อมูลและแนวทางแก้ไข เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสาเหตุและแนวทางป้องกันเหตุซ้ำ

ด้าน นายสิริโรจน์ สิริพลากรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปิยะมิตร กรุ๊ป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการรื้อถอนอาคาร เปิดเผยว่า การรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน เป็นไปตามแผนงานและมาตรฐานความปลอดภัยที่วางไว้ โดยขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการรื้อส่วนที่ถล่มออกก่อน และจะทยอยรื้อเสาและพื้นในขั้นต่อไป

นายสิริโรจน์ระบุว่า หากสามารถเปิดพื้นที่เพิ่มเติมได้ จะนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามาเสริมอีก 2-3 คัน เพื่อเร่งรื้อถอนให้เสร็จภายใน 14 วันตามแผน พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบการทรุดตัวในบริเวณหน้างาน และสภาพอากาศยังไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน โดยจะมีการประเมินสถานการณ์ทุกวัน เพื่อให้มั่นใจว่าการรื้อถอนดำเนินไปอย่างปลอดภัยสูงสุด