หน้าแรก ในประเทศ อาจารย์มหิดล ...

อาจารย์มหิดล ชี้ AI เปลี่ยนโลกการศึกษา แนะใช้อย่างมีกรอบ สร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์

22.10.25 | 13:56 น.

อาจารย์มหิดล ชี้ AI เปลี่ยนโลกการศึกษา แนะใช้อย่างมีกรอบ สร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ หนังสือพิมพ์มติชนและมติชนออนไลน์ ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จัดสัมมนาเพื่อสังคม Matichon-AIS Talks forเติมพลังเท่าเทียม

เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. บุคคลจากแวดวงต่างๆ เดินทางเข้าร่วมงสนอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) , นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธาน บมจ. มติชน และบรรณาธิการ กอง บก. ประชาชาติธุรกิจ, นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองประธาน บมจ. มติชน และบรรณาธิการ กอง บก. ข่าวสด, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก. มติชน เป็นต้น

จาดเวลา 11.05 น. มีการเสวนา เรื่อง AI ตัวช่วย หรือ ตัวฉุด ความเท่าเทียม โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ผศ.ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล กรรมการและเลขานุการ สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ร่วมเสวนา

รศ.นพ.เชิดชัย กล่าวว่า กระบวนการใช้AI จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการการเรียนการสอนทุกระดับตั้งแต่ประถม มัธยมและอุดมศึกษา ขณะนี้AI สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาได้อย่างกว้างขวาง สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน คือการเรียนการสอน และการประเมิน เช่น ถ้าเราให้นักศึกษาส่งโปรเจค แม้นักศึกษาจะเขียนมาดี แต่ถ้าเราใช้ วิธีประเมินแบบเดิมจะผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะสิ่งที่ส่งมาอาจใช้AI เขียน ดังนั้น การประเมินต้องรู้ กระบวนการคิด วิเคราะห์ และพิสูจน์ให้ได้ว่า โปรเจคดังกล่าวผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ของนักศึกษาเอง

Advertisement

“ทุกคนคงเคยได้ยินว่าสหรัฐอเมริกา ให้นักศึกษา การส่งรายงาน หรือผลงานวิจัย โดยไม่ให้ใช้วิธีพิมพ์ แต่ให้เขียนด้วยลายมือ เพราะอย่างน้อยแม้จะใช้ AI ก็ต้องมาเขียนใหม่อีกรอบ แน่นอนว่าวิธีการนี้ ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ทำให้เข้าใจว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ใช่แค่สอนให้เด็กใช้AI เป็น แต่ต้องสอนให้เด็กใช้AI ยกระดับความสามารถของตัวเอง
มีงานวิจัยที่น่าสนใจของเอ็มไอทีเปรียบเทียบการทำรายงานของเด็ก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกห้ามใช้ AI กลุ่มที่สองให้ใช้ Google อย่างเดียวห้ามให้ใช้ AI กลุ่มที่สามให้ใช้ AI อย่างเดียว และทำการวัดคลื่นสมอง พบว่ากลุ่มที่ห้ามใช้ AI สมองมีปฏิกิริยาที่สูงมาก กลุ่มที่ใช้ Google มีปฏิกิริยาลดลงแต่กลุ่มที่ใช้AI อย่างเดียวคลื่นสมองนิ่ง หมายความว่าเด็กไม่ได้ใช้ความคิด ดังนั้น หากเราปล่อยให้นักเรียนใช้AI โดยที่ไม่มีการควบคุม จะเกิดปัญหา สกิลของนักเรียนจะลดลง และทำให้เราได้เด็กที่พึ่งแต่AI อย่างเดียว โดยที่ไม่รู้ว่า สิ่งที่ได้ออกมา จริงหรือไม่จริง ”รศ.นพ.เชิดชัย กล่าว

รศ.นพ.เชิดชัย กล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้ความผิดไม่ได้อยู่ที่AI แต่อยู่ที่คน ว่าจะใช้AI เพื่อให้เราเก่งขึ้นได้อย่างไร AI มีสิทธิ์ที่จะสร้าง Super teacher for individual student /ด้โดนคนต้องสร้างกรอบวิธีการทำงานมาใช้ครอบAI เมื่อนักศึกษา มีคำถาม AI จะมีการวิเคราะห์ และตั้งคำถามกลับมาที่นักศึกษา เพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ หาคำตอบทำให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ นักศึกษา มีการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น คำถามใดที่ไม่กล้าถามกับอาจารย์ เพราะกลัวถูกต่อว่า ก็สามารถถามAI ได้ เพราะAI จะไม่โกรธเรา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการวางโครงสร้าง และมีการนำข้อมูล ใส่คอนเทนต์ และมีการเทรนนิ่ง ส่วนประเด็นที่จะมีการใช้AI มาสอนแทนครู อาจารย์หรือไม่นั้น ส่วนตัวคิดว่า ในยุคของตน เรื่องนี้คงยังไม่เกิดขึ้น แต่อาจต้องมีการปรับ อย่างเช่น การบรรยายอย่างเดียวอาจจะต้องลงลด อาจารย์ต้องปรับตัวเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำนักศึกษา เพราะสิ่งสำคัญคือ AI ยังไม่มีความเข้าใจความลึกซึ้ง มนุษย์ยังอยากคุยกับมนุษย์ และหากใช้AI อย่างเหมาะสม มีความรับผิดชอบ จะทำให้มนุษย์คนนั้น มีศักยภาพ และทำให้คุณภาพโดยรวมดียิ่งขึ้น

“ท้ายที่สุดเราอาจต้องมานั่งมองว่า การมีAI เพื่ออะไรในชีวิต ถ้าเราใช้AI ในทางที่ดี ก็เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุน แต่ก็ต้องหาสมดุลว่า ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์มีความสัมพันธ์กันลดลงด้วยหรือไม่ หากการใช้AI ทำให้คนมีความสัมพันธ์ที่ลดลง ก็อาจต้องระมัดระวัง เพราะจริง ๆ แล้วการเป็นอยู่ของมนุษย์และความสุข คือ การได้พบปะพูดคุย ดังนั้นอาจจะต้องมีการติดตาม และปรับให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ”รศ.นพ.เชิดชัย กล่าว

รศ.นพ.เชิดชัย กล่าวต่อว่า ส่วน AI จะเป็นตัวฉุด หรือตัวช่วยนั้น อยู่ที่เรา AI เป็นเครื่องมือ ที่เราไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นความท้าทาย ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะนำเครื่องมือดังกล่าว มาจัดการแล้วทำให้ช่องว่างของความไม่เท่าเทียม เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น ในทางเฮลแคร์ ยิ่งชัดเจนมาก เช่น หมอต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญน้อย สามารถใช้AI เข้าไปช่วยให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ประชาชน เข้าถึงการบริการได้อย่างเท่าเทียม ทั้งหมดอยู่ที่เรา ว่าจะใช้อย่างไร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการสัมมนาครั้งนี้หนังสือพิมพ์มติชนเห็นว่าหากประเทศไทยสามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะจะได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาของสังคม ทราบว่าปัจจุบันมีความพยายามใช้ AI มาช่วยในการสร้างความเท่าเทียมกันแล้ว มติชนจึงร่วมกับ AIS จัดสัมมนาในรูปแบบ Talks for Thailand ขึ้นมา