หน้าแรก ในประเทศ สภากทม. ถกปม ...

สภากทม. ถกปม ‘ยุติตั้งครรภ์’ รองผู้ว่าฯ ลุกแจง ผู้เชี่ยวชาญขาดแคลน ปิดประกาศหลายรอบไร้คนสมัคร ส.ก.เนอส คาใจ ข้อมูลไม่ตรงกัน

29.10.25 | 17:50 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วมการประชุม สภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 5) ประจำปีพุทธศักราช 2568โดยมี นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก พรรคเพื่อไทย เป็นประธานฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนึ่งในวาระการประชุมที่น่าสนใจ คือ กระทู้ถามสดของ นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ เรื่องความคืบหน้าการดำเนินการตามแนวทางการเพิ่มการยุติการตั้งครรภ์ในสถานพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวว่า จากการอภิปรายเมื่อเดือนมกราคม 2567 สถิติของผู้เข้ารับการปรึกษาเพื่อยุติการตั้งครรภ์จากรายงานเฝ้าระวังการแท้งประเทศไทย สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นคนวัยทำงานอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 60 และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าร้อยละ 55 ของผู้ที่เคยยุติการตั้งครรภ์เคยมีบุตรมาแล้วขั้นต่ำ 1 คน หรือเคยผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว อีกร้อยละ 60 พลาดตั้งครรภ์จากการคุมกำเนิด ร้อยละ 85.6 มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 12 สัปดาห์ตามกฎหมายกำหนดให้ยุติการทำแท้งได้ และยังมีผู้เข้ารับการปรึกษาที่มีฐานะไม่พร้อมทางเศรษฐกิจมากถึงร้อยละ 75.4 ดังนั้นที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าผู้ที่ยุติการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นท้องไม่พร้อมนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกฎหมายที่แก้มาแล้วว่าการยุติการตั้งครรภ์ต่ำกว่า 20 สัปดาห์ไม่ผิดกฎหมาย ตอนนี้ผ่านมา 4 ปี การยุติการตั้งครรภ์นั้นถูกกฎหมายแล้ว แต่ก็ไม่มีสถานที่ของรัฐที่ให้บริการอย่างเพียงพอ มีเพียงภาคเอกชนที่ให้บริการเป็นส่วนใหญ่ หากมาดูที่สถิติการจ่ายยายุติการตั้งครรภ์ทั่วประเทศ ภายใน 5 ปี ที่ผ่านมา พบว่าภาคเอกชนแบกรับการจ่ายยาผ่านระบบสปสช. และกรมอนามัยถึงร้อยละ 77.3 ส่วนโรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพมหานครแบกรับเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่ามาก

Advertisement

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวว่า ปัญหาจากการที่โรงพยาบาลรัฐไม่ได้ให้บริการเองคือเรื่องค่าใช้จ่ายที่ทราบกันแล้วว่าผู้ต้องการยุติการตั้งครรภ์ร้อยละ 75.4 เป็นผู้มีรายได้น้อย หากเป็นโรงพยาบาลรัฐ เมื่อหักจากที่สปสช. อุดหนุน 3,000 บาท จะมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่น้อยกว่ามาก อีกทั้งกรุงเทพมหานครก็เป็นจังหวัดที่มีความต้องการยุติการตั้งครรภ์มากที่สุด การที่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีผู้ว่าฯ มีอำนาจเต็มไม่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ จึงเป็นการผลักดันคนกลุ่มนี้ออกจากระบบไปหาทางเลือกที่เป็นอันตรายต่อชีวิตอย่างการทำแท้งเถื่อน หรือซื้อยาจากอินเทอร์เน็ต

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวว่า ในปี 2566 โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 11 แห่ง ให้บริการยุติการตั้งครรภ์รวมกันเพียง 19 รายเท่านั้น หลังจากตั้งคณะกรรมการวิสามัญร่วมกับฝ่ายบริหาร และได้ติดตาม พูดคุย เจรจากับรองผู้ว่าหลายครั้ง พบว่าสถิติในปี 2567 จำนวนการให้บริการยุติการตั้งครรภ์กลับลดลงจาก 19 ราย เหลือเพียง 15 ราย มีเพียงการส่งต่อผู้มีรายได้น้อยเผชิญรายจ่ายหลักหมื่นที่สถานพยาบาลเอกชนแทน ซึ่งสุดท้ายแล้วหลายรายจบที่การเสี่ยงชีวิตกับยาเถื่อน หรือเสียชีวิต

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวอีกว่า ข้อเสนอที่ยื่นร่วมกับคณะวิสามัญในขณะนั้นมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งการเปิดคลินิกเฉพาะทางแยกจากโรงพยาบาล และจ้างบุคลากรทางการแพทย์ที่เต็มใจให้บริการจากภายนอกถือเป็นอีกหนึ่งข้อเสนอ แต่ตนก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าใดๆ จึงอยากขอให้ทางกทม. ชี้แจงว่ามีทิศทางเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์โดยโรงพยาบาลสังกัดกทม. อย่างไร

ด้าน นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการ กทม. ลุกขึ้นตอบกระทู้ดังกล่าว ว่า การยุติการตั้งครรภ์นั้นต้องเป็นไปตามการวินิจฉัยทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัย ตามหลักแล้วการยุติการตั้งครรภ์มิใช่จะทำได้โดยแพทย์แต่เพียงผู้เดียว จะต้องมีคณะพยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักเทคนิคการแพทย์ที่จะทำการอัลตราซาวด์ในการวินิจฉัย ซึ่งหลังจากที่นางสาวภัทราภรณ์ได้ขอให้ดำเนินการ ทางกทม.ก็ได้ดำเนินการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเป็น 8 แห่ง ส่วนสถานพยาบาลที่ยังไม่เปิดให้บริการ เกิดจากการที่ไม่มี IPD (แผนกผู้ป่วยใน) และไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ทำเรื่องนี้ได้โดยเฉพาะ

เพราะกระบวนการยุติการตั้งครรภ์นั้นเริ่มจากการดูเงื่อนไขสุขภาพทั้งหมด แต่ด้วยเงื่อนไขทางสุขภาพ และการนับวันของผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญสูตินรีแพทย์ยืนยันจากผลตรวจอัลตราซาวด์และการตรวจอื่นๆ ว่าเป็นไปตามเกณฑ์จริง มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาต่อการยุติการตั้งครรภ์ได้


นางสาว ทวิดา กล่าวว่า จากกระบวนการปรึกษาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเวลาที่มีการปรึกษา ผู้เข้ารับการปรึกษาสามารถเดินทางมาที่สาธารณสุขของสำนักอนามัย แต่บุคลากรของศูนย์บริการสาธารณสุขไม่ใช่ทุกคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องด้านสูตินรีแพทย์ ดังนั้นการจะยืนยันการยุติการตั้งครรภ์ด้วยยา หรือเครื่องมือก็ตาม จะต้องได้คำปรึกษาจากโรงพยาบาลซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ดังนั้นจากศูนย์บริการสาธารณสุขที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่องก็จะมีการส่งต่อ โดยที่เราวางแผนไว้ว่าหากเดินเข้าไปในศูนย์บริการสาธารณสุขไม่ได้ไปที่โรงพยาบาลหลัก การส่งตัวจากศูนย์บริการสาธารณสุขจะไปที่โรงพยาบาลหลัก 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าจำนวนวันก็จะไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก

“ไม่ปฏิเสธว่าการยุติการตั้งครรภ์หลายครั้ง หมอที่เป็นคนวินิจฉัยมีดุลยพินิจในการคิดว่าเป็นเงื่อนไขที่ไม่ควรทำ ก็มีการส่งต่อจริง อันนี้ยอมรับว่ามีการส่งต่อจริง และมีหลายท่านที่เปลี่ยนใจ ขอ consult ใหม่แล้วขอกลับไป ก็จะมีเครือข่ายที่ดูแลเรื่องนี้ดูต่อ และโดยส่วนใหญ่ก็ตัดสินใจตั้งครรภ์ต่อก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน” นางสาวทวิดากล่าว

นางสาวทวิดา กล่าวอีกว่า ทางกทม. พยายามทำให้ทุกโรงพยาบาลสามารถให้บริการได้ตามกฎหมายทั้งหมด แต่กระนั้นแพทย์ สูตินรีแพทย์ที่ให้คำปรึกษาก็ต้องการเป็นคนที่ให้คำปรึกษาตั้งแต่แรก เงื่อนไขทุกอย่าง ทั้งเป็นคนทำให้และตามดูแล ถึงแม้จำนวนจะไม่มากเท่าโรงพยาบาลเอกชน แต่ก็เป็นความพยายามในการให้โรงพยาบาลรัฐสังกัดกทม. ยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งก็พยายามที่จะทำให้มากขึ้น การจ้างล่วงเวลาที่ทางสมาชิกกล่าวมานั้น ได้มีการเปิดประกาศ แต่ไม่มีคนมาสมัครแม้ว่าจะเปิดประกาศหลายรอบแล้วก็ตาม

“การจะประกาศเรื่องการอบรมทำแท้ง ยุติการตั้งครรภ์นั้นเป็นการตีตราด้วยตัวเอง ทางกทม. จึงใช้วิธีให้สำนักอนามัยและสำนักการแพทย์เปิดคลินิกแผนครอบครัว คลินิกทางเพศสัมพันธ์ อบรมการ Save sex เพราะจริงๆ แล้ว ช่วงเวลา 2568 เป็นต้นมา จำนวนผู้ป่วยด้วย STD, ซิฟิลิส, และHIV เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ดังนั้นสำหรับกทม. แล้ว การสอดแทรกการยุติการตั้งครรภ์ วิธีการที่ถูกต้อง หน่วยบริการที่สามารถติดต่อได้จึงแทรกอยู่ในการอบรมเรื่องของ Save sex และในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องของการดูแลจิตใจประชาชนที่อยู่ในเงื่อนไขนี้” นางสาวทวิดากล่าว

จากนั้น นางสาวภัทราภรณ์ ลุกขึ้นกล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่พบคือเรื่องของข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ในแต่ละครั้งที่ทำการพูดคุยกันของสำนักการแพทย์ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมดทำมาจากเอกสารทางการ ซึ่งการที่ข้อมูลไม่ตรงกันอาจทำให้แนวโน้มกลายเป็นคนละเรื่องคนละราว เช่นนั้นตนจะทำเรื่องขอเอกสารทางการใหม่อีกครั้งว่าตัวเลขสถิติที่แท้จริงเป็นอย่างไร รวมถึงจะขอเอกสารเกี่ยวกับการอบรมทั้งแต่ปี 2567 – 2568 และฝากกทม. ให้ช่วยนำร่องการยุติการตั้งครรภ์ให้มีจำนวนผู้ยุติการตั้งครรภ์มากขึ้น