เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 5) พ.ศ. 2568
ในตอนหนึ่ง นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา ได้ตั้งกระทู้ถามสด เรื่อง ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารสํานักงานชันสูตรสาธารณสุขและศูนย์บริการสาธารณสุข 7 บุญมี ปุรุราชรังสรรค์
นายพุทธิพัชร์ กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่ไปพบว่าโครงการก่อสร้างสาธารณสุข 7 ไม่มีความคืบหน้า และเกิดความล่าช้ามาก งบประมาณได้ผ่านสภาไปหมดแล้วแต่ทำไมถึงยังเกิดความล่าช้า จึงได้ส่งทีมงานเข้าไปในพื้นที่ พบว่ามีช่างและเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่แต่ช้ามาก

“สำนักอนามัยได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562-2567 เพื่อดำเนินการรายการผูกพันโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานชันสูตรสาธารณสุขและศูนย์บริการสาธารณสุข 7 บุญมี ปุรุราชรังสรรค์ ระยะเวลาก่อสร้าง 720 วัน ถ้าหารด้วยปีมันสั้นกว่าเพราะมีการขยายออกไป ตัวนี้เป็นของอาคารชันสูตร บางท่านคิดว่าเป็นการชันสูตรศพ ซึ่งไม่ใช่แต่เป็นการชันสูตรโรค”

จากนั้น นายพุทธิพัชร์ ได้นำภาพหน้างานปัจจุบันและภาพด้านในอาคารแสดงในที่ประชุม โดยกล่าวว่า โครงการควรแล้วเสร็จได้แล้ว แต่เพราะมีการเลื่อนออกไปเรื่อยๆ โครงสร้างภายนอกเกือบจะเสร็จครบ 100% แต่ด้านปรับปรุงภูมิทัศน์ ด้านชั้นใต้ดิน ชั้นภายใน จากภาพจะเห็นได้ว่างานฝ้ายังไม่แล้วเสร็จ แต่ได้ทำงานพื้นไปแล้ว ซึ่งอาจจะทำให้พื้นกระเบื้องพังเมื่อเคลื่อนย้ายนั่งร้านหรือบันไดเพื่อเข้าไปก่อสร้างด้านบน เมื่อสอบถามทางวิศวกรคุมงานก็ไม่ทราบ และที่สำคัญการเบิกจ่ายของสำนักอนามัยไม่ได้จ่ายให้กับผู้รับเหมามา 1 ปีเต็ม ซึ่งเมื่อต้นปีและต้นสัปดาห์ที่เข้าไปสอบถามยังคงมีเปอร์เซ็นเท่าเดิมอยู่ ปัจจุบันพ้นระยะเวลาที่กำหนดแล้วแต่ก็ยังไม่เสร็จ จึงขอถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและฝ่ายบริหาร ถึงความคืบหน้าโครงการดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกทม. ลุกขึ้นตอบว่า โครงการเริ่มตั้งแต่ปี 2562 ก่อนผู้บริหารชุดปัจจุบันเข้ามา โดยตลอดระยะเวลามีการยื้อขั้นตอนจากการแก้ไขแบบ การจัดซื้อจัดจ้าง และลงนามสัญญาในปี 2564 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดมาก ภายหลังพบปัญหาโครงสร้างและข้อกำหนดด้านสุขาภิบาล ทำให้ต้องแก้ไขสัญญาหลายครั้ง รวมถึงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผู้รับเหมาไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ จึงต้องขยายเวลาโดยไม่มีค่าปรับ ปี 2566–2567 ยังต้องแก้ไขสัญญาและเทียบราคาครุภัณฑ์
“ปัจจุบันนี้เราอยู่ในระยะเวลาที่เราส่งหนังสือออกไปเพื่อที่จะขอปรับที่ล่าช้ามา โดยที่ทางผู้รับเหมาเองก็ยืนยันว่าจะสามารถส่งงานได้ในวันที่ 31มกราคม 2569 จำนวนงานเหลืออยู่ที่ประมาณ21% จะเป็นงานในเรื่องของงานฝ้า เป็นเรื่องของการตกแต่งและนำเข้าครุภัณฑ์ เฉพาะครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จะต้องนำเข้าเป็นเนื้องานประมาณ 13.7% ในขณะเดียวกันการให้บริการของศูนย์ตอนนี้เราใช้สำนักงานเขตบางนาอยู่ส่วนหนึ่งก็ถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้ต่อจริงๆ เราก็ติดต่อทางศูนย์ราชการของบางนาไว้แล้ว ว่าจะมีพื้นที่ชั่วคราวให้กับทางศูนย์บริการ เพราะฉะนั้นจะไม่กระทบในเรื่องของการให้บริการประชาชนบางส่วน แต่จะอย่างไรเสีย วันนี้ผู้รับเหมายังยืนยันว่าในวันที่ 31 มกรา จะสามารถทำงานให้เสร็จแล้วส่งได้ ตามระยะเวลาครั้งสุดท้ายที่เรายืดไปให้”

นายพุทธิพัชร์ ตั้งคำถามต่อไปว่า การที่ศูนย์สาธารณะสุขกอบกำลังพลบุคลากร แผนกต่างๆ ที่จะสร้างเพิ่มเติมในศูนย์ 7 พี่น้องประชาชนจะได้อะไรกับการรอคอยใน 5-6 ปีนี้
รองผู้ว่าราชการกทม. รศ.ทวิดา กล่าวว่า พอเปิดศูนย์กลับมาอีกครั้ง อัตรากำลังยังเป็นอัตราเดิม แต่จะเพิ่ม 2 เรื่องหลัก คือ คลินิกยาเสพติดใหม่ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รองรับได้มากขึ้น และมีความเฉพาะทางมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยเฮโรอีน ซึ่งเดิมมีเพียงบางคลินิกเท่านั้นที่ทำได้ อีกส่วนคือ ศูนย์เด็กอ่อน ซึ่งเป็นการอินทิเกรตระหว่างศูนย์เด็กเล็กของสำนักอนามัยกับศูนย์เด็กเล็กของนักพัฒนาสังคม โดยเปิดรับเด็กอายุ 3 เดือนถึง 2 ขวบครึ่ง ศูนย์นี้จะเป็นแห่งที่ 4 ของโครงการนำร่อง เพื่อช่วยดูแลบุตรหลานในช่วงที่คุณพ่อคุณแม่กลับไปทำงานหลังลาคลอด
ในช่วงท้าย นายพุทธิพัชร์ได้กล่าวเพิ่มเติมในเรื่องของ พื้นที่หน้าปากซอยสาธุประดิษฐ์ 52 ที่ได้รับมอบไว้เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสาธารณสุข แต่ปัจจุบันยังคงเป็นลานจอดรถของเจ้าหน้าที่ หลังจากมีเหตุไม่สะดวกจอดใต้ศูนย์ฯ โดยก่อนหน้านี้เคยมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์ผู้สูงอายุ หรือพื้นที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ จึงมีคำถามว่า ขณะนี้ แผนการใช้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด เพราะผ่านมา 2 ปียังไม่มีความคืบหน้า ฝากให้ฝ่ายบริหาร หรือสำนักอนามัยประกาศให้พี่น้องประชาชนรับทราบถึงแผนการดำเนินงานต่อไป

