เมื่อวันที่ 28 เมษายน นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) โดยมีเรื่องการดักฟัง ว่าปัจจุบันการดักฟังทางโทรศัพท์มีกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานอยู่คือในกรณีของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษทุกช่องตาม พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ 2557 มาตรา 25 ที่ให้อำนาจพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคนเดียวจากศาลทั่วประเทศ
เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 ซึ่งกฎหมายการดักฟังดังกล่าวนี้กำหนดขอบเขตไว้เฉพาะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดีที่รับเป็นคดีพิเศษเท่านั้น
นายสืบพงษ์ กล่าวต่อว่า ต่อไปอาจจะมีการแก้ไขกฎหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อให้อำนาจเจ้าพนักงานที่นอกเหนือจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในการดักฟังโทรศัพท์ อาจจะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ การจะดักฟังโทรศัพท์ตามรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร ถึงกันไม่ว่าทางใด การกักการตรวจหรือการเปิดเผยข้อมูล หรือล่วงรู้ถึงข้อมูลของบุคคลที่สื่อสารถึงกัน โดยหลักการจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่ง หมายของศาล หรือเหตุตามกฎหมายบัญญัติ ก็จะต้องไปพิจารณาต่อไปว่าการอาศัยอำนาจจะต้องปรากฏเหตุตามกฎหมายด้วย
“อำนาจตาม พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษเป็นอำนาจตามกฎหมายเฉพาะ แต่ขณะนี้จะเอาเรื่องของการดักฟังมาใช้ในกฎหมายทั่วไปก็คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในชั้นยกร่างอาจมองว่าศาลทั่วราชอาณาจักรสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ แต่ขณะนี้ร่างกฎหมายยังเป็นเพียงชั้น ครม.รับหลักการต้องไปพิจารณาในชั้นอื่นต่อไป ส่วนที่ก่อนนี้ตามกฎหมายคดีพิเศษที่ให้ผู้ที่อนุญาตให้ดักฟังโทรศัพท์ได้เฉพาะอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เนื่องจากศาลอาญาเป็นศาลที่มีความสำคัญ และมีผู้พิพากษาที่อาวุโสสูง รวมถึงการควบคุมจำกัดขอบวงการอนุญาตไปในแนวทางเดียวกันถึงใช้เฉพาะศาลอาญา” โฆษกศาลยุติธรรม

