จิตแพทย์ แนะ ‘วิธีรับมือถูกบูลลี่’ ชี้ เก่งไปก็โดน – เผย เด็กเคยถูกแกล้ง มักผันตัวทำเอง
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยากรุงเทพมหานคร กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จัดงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2568 พร้อมด้วยเวทีเสวนาในหัวข้อ “แกล้งกันในโรงเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นของเด็กๆ”
ในตอนหนึ่ง พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุติ กรมสุภาพจิต/จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวถึงการโดนแกล้งในรั้วโรงเรียนด้วยว่า ไม่ใช่เรื่องสนุก กล่าวคือ ‘การล้อเล่น’ ต้องสนุกทั้งสองฝ่าย แต่ล้อเล่นแล้วอีกฝ่ายไม่สนุก รู้สึกแย่ ที่โดนกระทำฝ่ายเดียวตลอดเวลา ก็เข้าข่ายรังแกแล้วเหมือนกัน โดยที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ เป็นประเด็นที่อยากให้ความสำคัญมากๆ
“เป็นการล้อเล่นที่เหมือนเรามีอำนาจที่สูงกว่า ‘เด็กเรียนเก่งกว่า ก็เรียกว่ามีอำนาจกว่าเด็กที่เรียนไม่เก่ง’ ถ้าพูดจริงๆ ก็แค่เล่นสนุกๆ ไหม ก็ไม่น่าสร้างบาดแผลอะไร ? แน่นอน คนโดนทำไม่สนุก ถ้าเป็นคนทำจะสนุก” พญ.วิมลรัตน์ชี้
พญ.วิมลรัตน์ยังแนะนำวิธีสังเกตพฤติกรรมอารมณ์ด้วยว่า คนที่ไปแกล้งคนอื่นก่อน ในเรื่องการควบคุมอารมณ์นั้น จะมักเกิดมาอารมณ์ร้อนโดยธรรมชาติของตัวเองอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการดูแล สภาพแวดล้อม หลายปัจจัยที่ทำให้คนคนๆ หนึ่ง ไปรังแกคนอื่น

“อันหนึ่งที่เจอได้บ่อยคือ เขาเคยโดนรังแกมาก่อน ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่โรงเรียน ในโซเชียล ฉันเลยเลือกที่ฉันจะแข็งแรงดีกว่าที่ฉันจะถูกคนอื่นรังแกนะ ผันตัวดีกว่า” พญ.วิมลรัตน์ระบุ
เมื่อถามถึงกรณีที่เจอเด็กถูกแกล้งแล้วเขากำลังสติแตก โกรธ โมโห คุณหมอจะเข้าไปช่วยอย่างไรได้บ้าง?
พญ.วิมลรัตน์แนะนำว่า ให้เข้าไปหาในท่าทีที่สงบ พูดกับเขาว่าตอนนี้เขาอารมณ์อย่างนี้นะ เราลองมาคุยกันก่อน
จากนั้นแนะนำถึงแนวทางในการเข้าไปช่วยจัดการอารมณ์ โดยเริ่มจากการจัดการตัวเอง เรารู้จักอารมณ์ตัวเอง รู้จักอารมณ์คนอื่น เราจัดการอารมณ์ตัวเองได้ เราจัดการแก้ไขปัญหาที่มากระทบได้ เราสามารถสร้างความสุขให้ตัวเองด้วยวิธีการที่เหมาะสมได้
“เด็กที่ถูกรังแก ก็รู้สึกเลยว่าตัวเองรู้สึกแย่ แต่ทำไมถึงถูกรังแก? ต้องมีสาเหตุ ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกรังแกเด็กที่ถูกกระทำมันมีความอะไรที่น่าถูกกระทำ ไม่ใช่เรื่องแย่อย่างเดียว สวยไป เก่งไป ก็โดน ด้านดีมากแย่มาก ก็โดนไปหมด เพราะฉะนั้นให้โอกาส ยอมรับความแตกต่าง”
“ที่สำคัญดูแลตัวเอง เราทำดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ มันไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว ไม่ได้เกิดจากการแก้ไขของเราคนเดียว ถึงเราทำดีที่สุด สุดท้ายมันก็อาจจะเกิดอยู่ดี แก้ไขที่ตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ” พญ.วิมลรัตน์กล่าว
ในตอนหนึ่ง เมื่อพิธีกรถามว่า ทำอย่างไรให้เด็กๆ ทุกคนยอมรับในเรื่องของความแตกต่าง ความหลากหลายที่มีในชั้นเรียน ?

น.ส.อรัญญา จิตติถาวร หรือ “ครูแพร” คุณครูโรงเรียนอำนวยศิลป์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองหาก่อนว่า จะมีเด็กกลุ่มที่เขามีน้ำใจ ช่วยเหลือเพื่อน เลือกจากกลุ่มนักเรียนกลุ่มนั้นก่อน ว่าเราจะทำอย่างไรให้ในชั้นเรียนของเรามีนักเรียนกลุ่มนี้เยอะมากขึ้น โดยวิธีที่จะใช้ก็คือ positive reinforcement หรือว่า การเสริมแรงเชิงบวก เป็นการชมเชย
“มีการพูดคุยว่านักเรียนคนนี้เป็นนักเรียนตัวอย่าง ที่เราอยากให้มีเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นเราจะขับเคลื่อนห้องเรียนของเราอย่างไรให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ โดยยกตัวอย่างจากนักเรียนกลุ่มนี้ และมีการติดต่อผู้ปกครองด้วย ผ่านอีเมล เขียนไปชม รวมถึงที่ครูแพรมองว่าสิ่งที่จำเป็น ที่โรงเรียนมีบทบาทสำคัญที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องของความหลากหลาย ในกลุ่มของวิชาสังคมศาสตร์ ที่เราสามารถสอดแทรกลงไปในเนื้อหาได้ รวมถึงการสอนเรื่องของสังคม การยอมรับความแตกต่าง ก็ต้องเริ่มที่โรงเรียนเป็นหลัก” น.ส.อรัญญากล่าว
เมื่อถามต่อว่า ถ้าเจอเด็กที่เศร้า จะมีวิธีเข้าไปช่วยเขาอย่างไร ? น.ส.อรัญญา กล่าวว่า ต้องเกิดจากการที่สังเกตเด็กมาในระยะหนึ่ง ว่าพฤติกรรมของเด็กเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ตนคิดว่า การที่จะเข้าถึงนักเรียนกลุ่มนี้ อาจจะไม่เข้าไปโดยตรง แต่เข้าไปด้วยความห่วงใย สังเกตว่าช่วงนี้เป็นอะไร มีอะไรเปลี่ยนไป มีอะไรอยากเล่าให้ฟัง
“แพรคิดว่าทั้งภาษากาย การเข้าถึง สีหน้า ท่าทาง ก็จะทำให้เด็กรู้สึกว่ามีคนที่มองเห็น และรู้ว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ” น.ส.อรัญญากล่าว
เมื่อถามต่อว่า ถ้าคุณครูมีการจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดี มันมีผลต่อการสร้างบรรยากาศที่ดีในห้องเรียนได้อย่างไร ?
น.ส.อรัญญาเผยว่า เรื่องของการจัดการอารมณ์ของตัวคุณครู สำคัญมาก ถ้าคุณครูไม่ได้มีการจัดการอารมณ์ของตนเองให้มีความมั่นคง สงบ คุณครูก็จะไหว ไหลไปตามอารมณ์ของเด็กที่ท้าทาย หงุดหงิด โมโห อารมณ์เสีย จัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ไม่ดี
“แต่ถ้าคุณครูมีสิ่งที่เรียกว่า Self Awareness หรือ การตระหนักรู้ในตนเอง คุณครูจะสามารถเป็นที่พึ่งพาทางอารมณ์ของเด็ก และจะเกิดความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ และเป็นคนที่เด็กไว้วางใจ” น.ส.อรัญญากล่าว


