‘ครูทิว’ ห่วงวิชาปวศ. เป็น ‘ยากล่อมประสาท’ หวังครู เชื่อในพลังตัวเองแบบ เอเจนซี่ – เปลี่ยนท่องจำ เป็นชวนคิด เขย่าการเรียนรู้ด้วยเรื่องใกล้ตัว
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เวลา 13.00 น. ที่ห้อง 307 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดเสวนา ในหัวข้อ ‘วิชาประวัติศาสตร์ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาในบริบทโลก’ เพื่อแลกเปลี่ยนเพื่อมองทิศทางของวิชาประวัติศาสตร์ในการศึกษาภาคบังคับที่ควรจะเป็นในอนาคต
โดยวิทยากรได้แก่ ดร.เฉลิมชัย พันธ์เลิศ ผู้อำนวยการสถาบันสังคมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายธนวรรธน์ สุวรรณปาล หรือ ครูทิว นักวิชาการอิสระด้านการศึกษาวิชาสังคมศึกษา, นายนราวิชญ์ สังเกตการณ์ ครูโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา และผู้ทำเพจ ‘สอนประวัติศาสตร์’ ท่ามกลางนักศึกษาร่วมรับฟังพร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างล้นหลาม
ในตอนหนึ่ง นายธนวรรธน์ หรือ ครูทิว กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ที่มีความคิดเปลี่ยนแปลงไป แล้วชั้นเรียนประวัติศาสตร์เป็นแบบไหนได้บ้าง โดยต้องแชร์ก่อนว่า จริงๆ แล้วการศึกษาประวัติศาสตร์ควรจะเป็นการเบลนด์ เอาสถานการณ์บางอย่างมาเป็นตัวตั้งต้น ในกระทรวงศึกษาธิการ ความรู้ในการอธิบาย แต่หลักสูตรใน สพฐ. มีความเป็น ‘ขนมชั้น’ ครูเอง มองว่า สอนไปตามแบบเรียน ซึ่งหลักสูตรเองอาจมีเรื่องที่ต้องวิพากษ์บางส่วน แต่ในภาพรวมค่อนข้างเปิดกว้าง คุณครูออกแบบแผนจัดการเรียนรู้เองได้ ซึ่งหลายครั้งมันถูกลดทอนไม่ให้เราเห็นความเป็นการเมือง ทั้งหลักสูตร หรือเนื้อหาก็ดี มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ หรือบางทีก็อยู่โต้งๆ แต่เรามองข้ามไป

“อะไรบ้างที่จำเป็นต้องรู้ ต้องท่องจำ อันนี้มันเป็นประโยชน์กับชีวิตเรายังไงนะ? การจำชื่อ หรือวีรกรรมของคนเหล่านี้ ซึ่งมันเป็น Official Knowledge ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเครื่องมือ ในการรักษา ‘อำนาจนำ’ ของชนชั้นนำไว้อยู่”ผมเชื่อว่า ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ยังไม่ได้มุ่งเน้นให้ครู เป็นนักคิด หรือปัญญาชนขนาดนั้น ในการตั้งคำถามหรือวิพากษ์หลักสูตร ก็ท่องกันไปแค่นั้น แต่มันไม่ได้ทำให้มองเห็นเรื่องนี้
5-6 ปีที่ผ่านมา กับวันนี้ ความตื่นตัวสนใจประวัติศาสตร์อาจเปลี่ยนไป แต่ยังมีกลิ่นอาย ร่องรอยของความเปลี่ยนแปลงอยู่ อย่างเด็กเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กับปัจจุบัน ตั้งคำถามหรือสนใจเรื่องอะไรบ้าง ? ในโลกโซเชียลเริ่มบูมในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา ทำให้เข้าถึงข้อมูลและความเห็นที่แตกต่างหลากหลายมากๆ แต่ประเด็นปัญหาใหญ่ คือในชั้นเรียนของไทย ไม่ได้ฝึกให้คน ทำความคุ้นชิน กับความเห็นที่หลากหลาย” นายธนวรรธน์กล่าว และว่า
ยิ่งโดยเฉพาะในแพลตฟอร์ม X ทำไมถึงทำให้เกิดการตื่นตัว แสดงความเห็นหลากหลาย เพราะมันไม่ระบุตัวตน ในสังคมที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงมากๆ ฉันก็แอคฯ นึง เธอก็แอคฯ นึง ใส่ได้เต็มที่ แต่ก็ขาดอีกด้าน ในการใช้ Freedom of speech ทำให้ความแตกต่างเริ่มมาชน (crashed) กัน
นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า แล้วการเรียนประวัติศาสตร์แบบไทยๆ จะมาช่วย มาลดทอน หรือเพิ่มความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน ? อย่างในชั้นเรียนของตน (ม.3) ด้วยความที่เราสนใจเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม จึงมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว
“โจทย์หนึ่งของการเป็นครู ที่ควรทำ คือการนำเข้าสู่บทเรียน ให้เด็กเห็นว่ามันน่าสนใจยังไง อยู่ในชีวิตของเขายังไง”
“คำถามคือ ประวัติศาสตร์ไทยและโลก มันมีช่องว่าง ระหว่างตัวผู้เรียน ทั้งมิติประวัติศาสตร์ และเชิงพื้นที่ประวัติศาสตร์ไทย เน้นประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ แล้วนักเรียนในต่างจังหวัดล่ะ คุณครูจะทำยังไง” นายธนวรรธน์ชี้
“ผมเริ่มต้นเทอมด้วยการเช็กก่อนเลยว่า เพราะรู้ว่าเด็กกว่า 80% มาจากต่างจังหวัด บรรพบุรุษเกิดที่กรุงเทพฯ ไม่ถึง 5 คนต่อห้อง” นายธนวรรธน์เผย

จากนั้นยกตัวอย่าง พ่อแม่มาจากต่างจังหวัด โดยถามว่า มาทำอะไรกันที่กรุงเทพฯ เราก็ให้เขาตอบก่อน ‘มาทำงาน มาเรียน’ จากนั้นถามต่อว่า แล้วที่บ้านไม่มีงาน เรียนไม่ได้เหรอ ? เขาก็บอกต่อว่า มันมีโอกาสมากกว่า หรือเงินดีกว่า เป็นต้น
“สุดท้ายแล้ว อยากรู้หรือเปล่าล่ะ ? ประวัติศาสตร์เทอมนี้มีคำตอบ เด็กตาลุกวาว เป็นประกาย ตั้งใจเรียน แล้วคุณกลับไปถามพ่อกับแม่สิว่าทำไม ถ้าตัดเรื่องเงิน เรื่องงาน ก็อยากอยู่กลับบ้าน สบายใจ แล้วอะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้กลับไปไม่ได้ ? เขาจะเริ่มเห็นกฎเกณฑ์บางอย่าง แม้แต่เรื่องการเกณฑ์ทหาร, เจ้าสัวเมืองไทย ทำไมเชื้อสายจีน? หรือแม้แต่เรื่องที่ดิน ความเหลื่อมล้ำต่างๆ
โดย นายธนวรรธน์ ยังนำภาพบุคคลทั้ง 6 มาถามว่า ใน 6 คนนี้ ใครเป็นคนไทยบ้าง แล้วใครเป็นไทยแท้บ้าง แล้วภาพไหนบ้างที่แสดงถึงความเป็นไทย แล้วอะไรบ้างที่นิยามถึงความเป็นไทย
“แทนที่จะพูดถึงประวัติศาสตร์ความเป็นไทย แต่พาเข้าไปรื้อ ไปเขย่าประวัติศาสตร์ที่ถูกประกอบสร้าง ชวนให้เขาคิด” นายธนวรรธน์เผย
จากนั้น นายธนวรรธน์ กล่าวถึงคลาสประวัติศาสตร์โลก ซึ่งไกลทั้งในแง่ เวลา และพื้นที่ เราก็ใช้เรื่องโรคระบาด อาหาร ศิลปะ ฯลฯ ให้เขาโยงกลับไป ถึง ‘ความเป็นพลเมืองโลก’
อยากจะพูดเรื่อง โคลัมบัส เดินเรือสำรวจโลก เราเริ่มจาก อ้อย น้ำตาล โกโก้ ว่าต้นกำเนิดมาจากไหน จนเด็กไปสืบค้นถึงต้นกำเนิด ว่ามาได้ไง มาตอนไหน เด็กจะอินมากขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์ชี้ว่า ‘คีย์’ คือ ความเชื่อมโยงเรื่องใกล้ตัว, หรือแม้แต่ การค้าทาส แรงงานเด็กที่ยังคงอยู่ อย่างช็อกโกแลตที่คุณกิน คุณคือคนที่สนับสนุนสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า ? เพื่อตั้งคำถามกับโลกปัจจุบัน
อย่าง ประวัติศาสตร์คนตัวเล็กตัวน้อย มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อไหร่ แม่ลาคลอดได้กี่วัน ทำงานกี่ชั่วโมงต้องได้โอที แล้วชวนย้อนไป 100 กว่าปี สิ่งนี้มันมาได้อย่างไร ? ซึ่งจะพบว่ามันไม่ได้ลอยมาจากฟ้า แต่เกิดจากคนตัวเล็กตัวน้อยที่รวมตัวต่อสู้ แล้วทิ้งท้ายว่า ในปัจจุบันมีปัญหาอะไรที่อยากให้มันถูกแก้ไขบ้าง
มันควรเปลี่ยนการสอนประวัติศาสตร์ จากความจริงเพียงหนึ่งเดียว ไปเป็นเน้น กระบวนการคิด
ไม่ให้ Narrative ไหน มีอำนาจมากจนเกินไป ให้เห็นมุมมองที่หลากหลายมากขึ้นจากการเปิด
เปลี่ยนจาก ‘อะไร’ เป็น ‘ทำไม’ และ ‘อย่างไร’ จากประวัติศาสตร์ official ให้เห็นประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม ให้เห็นรากของปัญหา และการต่อสู้ที่ไม่จบสิ้น
“ถ้าครูมีความเป็น เอเจนซี เชื่อในพลังของตัวเองในการสร้างอะไรบางอย่าง ไม่ใช่การสอนนอกหลักสูตรเลย แต่ครูเห็นความเป็นปัญญาชนของตัวเอง แล้วแปลงมาเป็นหลักสูตรที่เขาอยากเห็นได้” นายธนวรรธน์ชี้
ในตอนหนึ่ง เมื่อมีผู้ถามถึงการสอนประวัติศาสตร์ ถ้านักเรียนอิน กับการแสดงออกมากๆ ซึ่งมีความล่อแหลม แล้วการแสดงออกนั้นอาจเกิดผลเชิงลบ เราควรเชฟเขาไปในทางไหน หรือควรมีวิธีอย่างไร?
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ในฐานะผู้ใหญ่ ไม่ควรปิดกั้น และจะชวนคุยว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาต้องการ คืออะไร อยากเห็นหรือคาดหวังอะไร และมีวิธีการ รวมถึงการสื่อสารแบบไหนบ้าง กลุ่มที่ต้องการสื่อสารคือใคร การใช้ภาษาควรเป็นแบบไหน

“ในระบบประชาธิปไตยมันคือการโน้มน้าว convince คนเห็นต่าง มาเห็นด้วย ไม่ใช่การพูดกีดกันคน เป็นเทคนิคเชิงยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ ทำงานเชิงความคิด”
ชวนเขามองมุมเพิ่มเติม อ่านหนังสือ เพื่อให้สารตั้งต้นที่ดี ที่เขามีอยู่แล้ว มีความนุ่มลึกมากขึ้นมีความนุ่มลึกมากขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว
ในช่วงท้าย นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงปัญหาของหลักสูตรปี 51 ที่ครูสามารถไปออกแบบแผนการสอนได้เอง สำนักพิมพ์เขียนเนื้อหาไม่ถูก จึงเกิดการเขียนสาระการเรียนรู้แกนกลาง แล้วสำนักพิมพ์วิ่งตามหัวข้อนี้ ซึ่งถ้าไปเปิดหนังสือเรียนดูจะเห็น
อย่าง ม.3 เรื่อง ‘การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์’ เป็นหนึ่งใน สาระการเรียนรู้แกนกลางที่ชวนให้คิดแต่ในมุมที่ว่า อดีตเคยเจริญรุ่งเรือง และคำตอบจะไปสู่ไม่กี่คน ที่ทำให้เจริญรุ่งเรือง ต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ ไม่สามารถตั้งคำถามได้ เมื่อสาระการเรียนรู้แกนกลางเป็นแบบนี้ ถ้าครูไม่ลุ่มลึกพอ ไม่มีสายตากว้างไกล ไม่อ่านหนังสือ คุณจะไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว มีใครอีกบ้าง ที่ร่วมสร้างชาตินี้
หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ไม่พ้นเรื่องวัด แต่ถ้าไปถามเด็กจันทบุรี ว่าบ้านคุณเริ่มปลูกทุเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาตอบไม่ได้
“ถ้ายังเป็นแบบนี้ ประวัติศาสตร์ จะยังเป็น ‘ยากล่อมประสาท’ ของรัฐอยู่ พูดแบบแฟร์ๆ ประวัติศาสตร์หล่อหลอมรัฐ แต่ในขณะเดียวกัน มันคือหน้าที่ของครู และทุกคน เราต้องกล้าจินตนาการ ว่าอยากเห็นสังคมแบบไหน อุดมการณ์อีกแบบในการสร้างสังคมที่ดีกว่า”

นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า ประวัติศาสตร์ไทย มันสำเร็จในแง่ ปลูกฝังความเชื่อบางอย่างไปแล้ว ในเชิงความเชื่อ เสียดินแดนกี่ครั้ง สามารถตอบได้ เป็นแบบนั้น
ในภาพรวมช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ตนว่าชัดมาก จนต้องลบเฟซบุ๊กออก สภาพจิตใจเราไม่ไหว ทำอย่างไรให้คนที่ตั้งคำถาม หรือพยายามสอนอีกแง่มุมนึง ไม่เป็นอาชญากรรมทางความคิด
“ไม่อย่างนั้นคงไม่มีครูคนไหน ที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบ เพียงเพราะโพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อในการสอนประวัติศาสตร์ไทยของตัวเอง ที่ตั้งชื่อไปคล้องกับหนังสือของบางสำนักพิมพ์ ผิดตรงไหน อย่าง สร้างกรุง , ปากไก่และใบเรือ , ไพร่ , กำเนิดสยามจากแผนที่, ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี
โดนสอยเลย โดนร้องเรียนจรรยาบรรณ และวินัย ลามไปถึงการฟ้องร้อง ทำให้เห็นว่า มันมีความเชื่อ อุดมการณ์บางอย่างที่มีอำนาจมากเกินไป ซึ่งมันอาจปิดกั้นเสรีภาพในการที่ครูจะทำบางอย่าง
“โรคประสาท อาจไม่จำเป็นต้องเป็นยากล่อมประสาท ยังมีครูอีกเยอะมากที่พยามเปลี่ยนแปลงห้องเรียนตัวเอง เปลี่ยนวิชาประวัติศาสตร์ จากยากกล่อมประสาท เป็นยาบำรุงประสาท
ไม่ได้ยังคับให้เขาเชื่อ ‘แต่ มันมีแบบนี้นะ ลองบอกหน่อยคิดแบบไหน ทำไมถึงเชื่ออย่างนั้น?’
หน้าที่คือการสอนให้เขาคิดเป็น ให้เหตุผลได้ มันยังเป็นเครื่องมือในการปลุกตื่น โลกดูเหมือนจะเทิร์นขวา เราอาจไม่ต้องถึงขั้น counter แต่ฉายให้เขาเห็นหลายๆ เฉด จะทำให้เกิดพลเมืองที่คิดเป็น รู้ปัญหา และท้าทายอำนาจบางอย่างได้ ไม่ว่าอยู่ในชุดความเชื่ออุดมการณ์แบบไหน” นายธนวรรธน์กล่าว

