หน้าแรก ในประเทศ กทม. ผนึก สธ....

กทม. ผนึก สธ. สู้ฝุ่น PM2.5 แจกหน้ากาก-มุ้ง ‘บึงกุ่ม’ หนักสุดเช้านี้ ย้ำ ‘อากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐาน’

10.11.25 | 14:21 น.

‘อากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐานของทุกคน’ กทม. ผนึก สธ. สู้ฝุ่น PM2.5 แจกหน้ากาก–มุ้งกันฝุ่น เขตบึงกุ่มฝุ่นหนาสุด เดินหน้าโครงการปลูก ‘ทองอุไร 3 ล้านต้น’ สร้างเมืองสีเขียว

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน เวลา 09.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกิจกรรมรณรงค์รวมพลังป้องกันฝุ่น PM2.5 “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” พร้อมมอบหน้ากากอนามัย N95 และมุ้งสู้ฝุ่นให้กับกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานกลางแจ้งและกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะพึ่งพิงหรือผู้ป่วยติดเตียง เพื่อช่วยลดการสัมผัสฝุ่น PM2.5 โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย นายแพทย์เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักอนามัย สำนักเทศกิจ สำนักสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ตัวแทนจากกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ อาคารทำการศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง

นายชัชชาติ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า กทม. มีเตียงผู้ป่วยเป็นของตนเองเพียง 13% ส่วนที่เหลือเป็นของกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลสังกัดสถาบันการศึกษาต่าง ๆ การบูรณาการที่เข้มแข็งจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา การทำงานร่วมกันทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตได้สำเร็จ

นายชัชชาติ ได้ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งมีจำนวนประมาณ 90,000 คน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากต้องทำงานกลางแจ้งและสัมผัสกับมลพิษทางอากาศตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพด้านระบบหายใจ การได้ยิน และระบบตา

Advertisement

ด้านมาตรการป้องกันและแก้ไขที่ดำเนินการ กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่องตลอดปี ไม่ใช่เพียงในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น โดยมีมาตรการสำคัญประกอบด้วย การประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจในการออกกฎหมายที่เข้มแข็งขึ้น ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนฝุ่นละออง PM2.5 ที่มีความแม่นยำสูง ช่วยให้สามารถเตรียมความพร้อมล่วงหน้าได้

การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในช่วงที่คาดการณ์ว่าจะมีฝุ่นละอองสูง ซึ่งในปีที่ผ่านมาช่วงวันวาเลนไทน์นั้น การดำเนินมาตรการดังกล่าวสามารถลดปริมาณการจราจรได้ 14% ส่งผลให้การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะลดลงด้วย

โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น ซึ่ง กทม. ได้ดำเนินโครงการจัดตั้งห้องเรียนปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนต่าง ๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยตั้งเป้าหมายจัดตั้ง 1,966 ห้อง ปัจจุบันดำเนินการแล้วประมาณ 50% และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในอีก 50% ที่เหลือ

โครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและดักจับฝุ่นละออง โดยเลือกใช้ต้นไม้ที่มีใบหยาบซึ่งมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นได้ดี เช่น ต้นทองอุไร ปัจจุบันได้ปลูกไปแล้ว 2.3 ล้านต้น จากเป้าหมาย 3 ล้านต้น

การมอบหน้ากากกันฝุ่นและมุ้งกันฝุ่น ในงานนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหน้ากากกันฝุ่นและมุ้งกันฝุ่น จำนวน 200 ชุด ให้แก่กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจไม่มีสถานที่ปลอดฝุ่นในบ้าน มุ้งกันฝุ่นจะเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ กทม. จะนำไปขยายผลต่อไป

อากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐานของทุกคน เราทุกคนต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้หายใจในอากาศที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้เป้าหมาย ‘กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน’” นายชัชชาติ กล่าว 

ด้านนายพัฒนา กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงมีการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยมุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณฝุ่นที่ต้นทาง ทั้งการควบคุมการเผา การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการรองรับ ได้แก่ 1. การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2. ลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ 3. จัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข และ 4. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผ่านการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (PHEOC)

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้กำหนดแนวทาง “สุขภาพดี วิถีปลอดฝุ่น” มุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ โดยร่วมกันพัฒนาและเชื่อมโยงระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและสุขภาพประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK และ 4Health การคุ้มครองสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น สนับสนุนหน้ากากกันฝุ่น PM2.5 สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนามและกลุ่มอาชีพที่ต้องอยู่กลางแจ้ง การตรวจสุขภาพกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 การขยายบริการคลินิกสู้ฝุ่นในโรงพยาบาลต่าง ๆ และการสนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” ให้กับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในพื้นที่ รวมถึงดำเนินการเชิงรุกในการสร้างองค์ความรู้ รณรงค์ประชาสัมพันธ์ในชุมชน โรงเรียน และสถานประกอบการ เกี่ยวกับวิธีป้องกันผลกระทบจากฝุ่นในชีวิตประจำวัน และบูรณาการเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อลดการเจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจ และเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพเชิงรุกของประชาชนในเขตเมือง ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ จะเน้นสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 พร้อมส่งเสริมให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ทำงานกลางแจ้ง ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ดูแล สามารถป้องกันตนเองได้อย่างถูกวิธี

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จัดกิจกรรมรณรงค์รวมพลังป้องกันฝุ่น PM2.5 “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบ ส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ทำงานกลางแจ้ง กลุ่มพี่น้องผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงรวมถึงผู้ดูแล สามารถป้องกันตัวเองได้อย่างถูกวิธี และประเด็นสุดท้ายในเชิงของวัตถุประสงค์คือการแสดงถึงพลังความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร        

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ กรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) พบว่า ค่าเฉลี่ยทั้งกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 27.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.)

จากการตรวจวัดใน 50 เขตทั่วกรุง พบว่า 12 เขตมีค่าฝุ่นสูงสุด ได้แก่ บึงกุ่ม 46.2 มคก./ลบ.ม., บางรัก 37.5 มคก./ลบ.ม., หลักสี่ 37.2 มคก./ลบ.ม., วังทองหลาง 36.8 มคก./ลบ.ม., บางเขน 36.8 มคก./ลบ.ม., ปทุมวัน 36.6 มคก./ลบ.ม., ประเวศ 33.7 มคก./ลบ.ม., บางซื่อ 33.6 มคก./ลบ.ม., ดอนเมือง 33.6 มคก./ลบ.ม., ลาดกระบัง 33.4 มคก./ลบ.ม., บางกอกน้อย 33.4 มคก./ลบ.ม. และทวีวัฒนา 33.1 มคก./ลบ.ม.