หน้าแรก ในประเทศ กทม. แถลงสถาน...

กทม. แถลงสถานการณ์น้ำ ยัน ‘ไม่ซ้ำรอยปี 54’ ชี้ ผ่านจุดพีคมาแล้ว เตรียมพร้อมรับ ‘น้ำหนุน’ 7-8 ธ.ค.

12.11.25 | 16:21 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ท่าเรือสะพานพุทธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวกทม. เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำเหนือหลาก น้ำทะเลหนุนสูง และฝนตก

นายวิศณุ กล่าวว่า น้ำที่เข้ามามีน้ำฝน น้ำหนุน น้ำเหนือ กรุงเทพมีแนวเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีระดับน้ำ 3 ตัว คือ ฐานน้ำที่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ส่วนระดับน้ำของจริง คือจะมีน้ำฝน น้ำเหนือเข้ามาเติม เมื่อ 3 น้ำรวมกันจะเป็นระดับน้ำจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ยังอยู่ต่ำกว่าฐานแนวเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาที่กรุงเทพมหานครมีอยู่ และคาดว่าน้ำฝนในปลายเดือนพฤศจิกายนจะเริ่มน้อยลง

“สิ่งสำคัญที่ประชาชนกังวล คือ น้ำเหนือน้ำหนุน น้ำหนุนของเดือนพฤศจิกายน สูงสุดคือวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านไปแล้วจะเห็นว่าท่วมเข้ามาตรงบริเวณที่ยืนอยู่ (ท่าเรือสะพานพุทธ) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากน้ำหนุนเป็นตัวหลัก แต่น้ำหนุนหลังจากนี้จะต่ำกว่าวันที่ 8 พฤศจิกายนแต่น้ำหนุนจะกลับมาอีกครั้งวันที่ 7-8 ธันวาคม สถานการณ์น้ำหนุนในช่วงนี้จะไม่เลวร้ายเท่าวันที่ 8 พฤศจิกายน ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ส่วนวันที่ 20 ธันวาคม จะขึ้นอีกรอบแต่ไม่เยอะมาก คาดการณ์ว่าเมื่อถึงเดือนธันวาน้ำเหนือจะบรรเทาลง น้ำเหนือก็จะมีการควบคุมโดย สทนช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) และกรมชลประทานที่มีการปล่อยน้ำอย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน” นายวิศณุ กล่าว

Advertisement

นายวิศณุ กล่าวต่อไป ถึงสถานการณ์น้ำเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าภาพที่เห็นว่ามีน้ำท่วมคือส่วนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ ส่วนในคันจะไม่ค่อยมีปัญหา ซึ่งระดับน้ำรวมกันอยู่ที่ 2.25 เมตร น้ำฐานบวกน้ำหนุนและน้ำเหนือรวมกัน ชัดเจนว่าอยู่ระดับที่ไม่ต้องกังวลแต่ต้องเฝ้าระวัง และกรุงเทพมหานครยังมีการติดตามสถานการณ์น้ำที่ปล่อยลงมาจากทางเหนืออย่างใกล้ชิด

“น้ำที่ไหลมาจากเขื่อนเจ้าพระยา ในวันนี้ทางกรมชลประทานมีการเพิ่ม อยู่ที่ประมาณ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถ้าไม่มีพายุเข้ามากกว่านี้ก็จะพยายามคงไว้ที่ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สทนช.และกรมชลประทานต้องคอยติดตามสถานการณ์น้ำดูอีกครั้งหนึ่ง แต่ตรงนี้ส่งผลอย่างไรต่อกรุงเทพมหานครบ้าง คือ กรุงเทพจะมีจุดเฝ้าระวังอีกอันหนึ่งคือที่ สามโคก (ปทุมธานี) ซึ่งมีน้ำเข้าน้ำออกอยู่ตลอดเวลา วันนี้อยู่ที่ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเมื่อปี 54 ที่หนักๆนั่นคือเกินมา 3,600 ทำให้ล้นเข้ามา

ในส่วนที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามมี 3 ลักษณะ คือ แนวฟันหลอ แนวที่มีเขื่อนแต่เกิดน้ำรั่วซึม และอีกหนึ่งคือช่องเปิดท่าเรือต่างๆที่ยังคงมีการเปิดให้บริการและทำให้มีน้ำเข้ามา 3 ลักษณะนี้ทางกทม.มีการรองรับ โดยจุดแรกคือฟันหลอ 3 ปีที่ผ่านมา จาก32 จุด ได้แก้ไขแล้ว 22 จุด เหลือ 10 จุด ซึ่งอยู่ในการขอพื้นที่ เพราะฟันหลอที่เหลือเป็นพื้นที่เอกชน ซึ่งกำลังไล่ทำอยู่ ส่วนที่รั่วซึม 76 จุด จากปี 65 ที่มีข้อมูลน้ำท่วม น้ำซึมผ่านเข้ามา 120 จุด ทางกทม.แก้เกือบหมดแล้ว เหลืออีก 8 กิโลที่ยังมีรั่วซึมบ้าง ส่วนพวกช่องเปิดจะเตรียมกระสอบทรายเพื่อล้อมน้ำสูบกลับเข้าแม่น้ำ

สิ่งที่กังวล คือเวลาเรียงกระสอบแข็งแรงพอไหม ถ้าน้ำสูงกว่านี้ หรือมีคลื่นเข้ามา ซึ่งทางผู้ว่าให้มีการตรวจสอบอยู่เสมอว่าอย่าให้กระสอบทรายแตก ส่วนที่ได้รับผลกระทบคือ ชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ เรามีเขื่อนอยู่แต่ชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ 11 ชุมชน 120 หลังคาเรือนที่บ้านอยู่นอกคันกั้นน้ำ อย่างชุมชนโรงสี ก็ต้องบรรเทาโดยการสร้างทางเดิน ซึ่งอาจกระทบตามน้ำขึ้นน้ำลงก็จะมีช่วงเวลาอยู่ ส่วนบ้านใครยังพบน้ำท่วมให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน 1555 เราจะส่งคนไปดูให้” นายวิศณุ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สรุปว่า สถานการณ์กรุงเทพมหานครไม่น่าเป็นห่วงและสถานการณ์จะคลี่คลายขึ้น น้ำหนุนกับน้ำทะเลเริ่มลด ทำให้น้ำเขื่อนที่ระบายเพิ่มไม่มีผลกระทบ จุดที่กังวลว่าจะมีน้ำท่วม คือ 11 ชุมชนนอกคันกั้นน้ำ เช่น ชุมชนโรงสี ชุมชนท่าวัง ซึ่งการเข้าช่วยทำสะพานไม้ให้ ส่วนจุดที่มีน้ำรั่วซึม เช่น วังหลัง จะใช้วิธีการสูบสู้ เอาปั๊มไปสูบน้ำ

“ส่วนอีกอันหนึ่ง คือ กระสอบทรายล้ม จากปัญหาเรือที่แล่นเร็ว โดยเฉพาะเรือหางยาว ได้ประสานงานกับกรมเจ้าท่าแล้ว จะเห็นได้ว่ามีกรมเจ้าท่ายืนสแตนบายตลอดจุดสำคัญ เพื่อปรามคนที่ขับเรือเร็ว ขอส่งกำลังใจให้กับพี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัดที่อยู่ใกล้เรา เพราะในต่างจังหวัดไม่ได้มีคันกั้นน้ำ ทำให้น้ำที่มาจากแม่น้ำเจ้าพระยา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พอมาถึง สามโคก เหลือ 2,400 ทำให้เห็นว่าพอเขาไม่มีเขื่อนทำให้น้ำมันไหลเข้าไปในทุ่งในอะไรบ้าง ปัญหาหนักจะอยู่ที่ประชาชนที่ไม่มีเขื่อน และคงต้องดูแลประชาชนในส่วนนั้น ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันถ้าไม่มีพายุเข้ามาใหม่ก็จะคลี่คลายขึ้น” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า ส่วนที่ประชาชนกังวลว่าจะซ้ำรอยปี 54 หรือไม่ ยืนยันว่าทางกทม.มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ระดับหนึ่ง

“ 3 ปีที่ผ่านมาได้อุดจุดที่เป็นฟันหลอเกือบหมด เพราะคิดไว้แล้วว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญ ซึ่งตัวที่ใช้อ้างอิงจะเป็นปี 54 ที่สามโคก 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ตอนนี้แค่ประมาณ 2,400 ซึ่งปัญหาในปีนั้นไม่ใช่คันกั้นน้ำ แต่เป็นประตูน้ำที่มันพังทำให้น้ำมันโอบมาสองฝั่ง แต่ตอนนี้ได้รับการซ่อมแซมให้แข็งแรงขึ้นแล้ว ถึงแม้น้ำจะใกล้เคียงกับปี 54 แต่สถานการณ์โครงสร้างต่างๆ ดีขึ้นเขื่อนของแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าปี 54 50เซนติเมตร เท่ากับว่ามีความพร้อมในการรับมือ” นายชัชชาติกล่าว