เมื่อวันที่ 30 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 179 ประชาชนจากทั่วประเทศพร้อมด้วยครอบครัวแต่งกายชุดสีดำสุภาพมาต่อแถวรอกราบถวายสักการะไม่ขาดสาย โดยสำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีให้ประชาชนเข้าตั้งแต่เวลา 04.45 น. จากเปิดปกติเวลา 08.00 น. ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดตลอดทั้งวัน
นางสาวจารุวรรณ คงมีผล อายุ 42 ปี อาชีพเกษตรกร ชาวนครพนม พร้อมด้วยสามี นายเสถียร สมสล้าง อายุ 44 ปี และลูกๆ ด.ช.วรทัต อายุ 6 ขวบ และ ด.ญ.วริยา สมสล้าง อายุ 4 ขวบ กล่าวภายหลังเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรกว่า พอดีลูกๆ ปิดเทอม สามีที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ก็ไปรับมาจากนครพนมแล้วชักชวนกันมากราบพระบรมศพ ซึ่งความรู้สึกแรกที่ได้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก็อธิษฐานจิตว่าลูกๆ มาไหว้พ่อขอให้พระองค์หลับให้สบาย ถึงเวลาที่พระองค์จะได้พักผ่อนเสียทีหลังจากทรงงานอย่างหนักมาตลอดพระชนม์ชีพ
“เด็กๆ ถามว่าในหลวง ร.9 หน้าตายังไง เรามาทำอะไร ก็อธิบายให้ฟังว่าท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านคอยช่วยเหลือพวกเรา ลูกก็บอกว่าจะกลับไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าได้มากราบในหลวง ร.9 ส่วนตัวตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีโอกาสรับเสด็จ เห็นแต่ท่านเสด็จฯไปตามจังหวัดต่างๆ แม่เล่าให้ฟังว่าท่านเคยเสด็จฯไปที่วัดพระธาตุพนม ตอนนั้นแม่ยังเด็กๆ ก็ได้รับเสด็จพระองค์ท่าน แล้วก็มีรูปที่พระองค์ทรงโน้มพระวรกายมารับดอกบัวเหี่ยวๆ ที่คุณยายตุ้มถวาย ทุกวันนี้ก็มีรูปนี้ติดไว้ในหมู่บ้านศรีบุญเรือง อ.ธาตุพนม ของเรา เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาดีๆ ที่พระองค์เสด็จฯมา เราเป็นชาวนาก็ได้พระองค์ท่านเป็นขวัญและกำลังใจ โดยเฉพาะวันพืชมงคลจะทรงแรกนาเป็นฤกษ์ดีให้ชาวนา ขณะเดียวกันเราก็ยึดคำสอนของท่านที่ให้พึ่งพาตนเองและอยู่อย่างพอเพียง ทำให้ชีวิตพออยู่พอกิน” น.ส.จารุวรรณกล่าว

ด้าน นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนสกุลทัพพะรังสี กล่าวภายหลังเป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศล ว่า 70 ปีที่ในหลวง ร.9 ทรงครองราชย์ ถือเป็น 70 ปีที่สว่างไสวทั้งแผ่นดิน พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งราษฎรคนใด เสด็จฯไปช่วยหมดทั้งเหนือใต้ออกตก และสิ่งที่พระองค์ทรงทำไว้ใน 4 พันกว่าโครงการ ทรงทำได้เหนือกว่านโยบายรัฐบาล เหนือกว่าสิ่งที่ภาครัฐทำ ฉะนั้นตนและครอบครัวจึงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น หากมีโอกาสจะกลับมาเป็นเจ้าภาพอีก อย่างครั้งนี้ได้รับโปรดเกล้าฯให้มาเป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลครั้งที่ 3 แล้ว อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังน้อมนำคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติใช้ตลอดคือ ความซื่อสัตย์ ที่ทำอะไรอย่าหาประโยชน์ส่วนตน แต่ต้องให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม
“70 ปีที่ทรงครองราชย์ เป็น 70 ปีที่ชัดแจ้งถึงความเป็นพระโพธิสัตว์ของพระองค์ ผมเชื่อตามคำทำนายของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ว่า ในหลวง ร.9 คือ พระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งทรงทำนายไว้ตั้งแต่ยังไม่มีในหลวง ร.5 หรือประมาณ 120 ปีมาแล้ว ซึ่งผมเชื่ออย่างนี้มาตลอด” นายกรกล่าว

ขณะที่ นายอุเทน พรหมมินทร์ ศิลปินนักร้องชื่อดัง ในฐานะรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค บรอดคาสติ้ง ซิสเต็ม จำกัด กล่าวภายหลังเป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลว่า ตนเกิดมาก็เห็นพระองค์ทรงงานแล้ว คิดว่าพระองค์ทรงงานมาตลอดพระชนม์ชีพด้วย ทำให้เชื่อว่าเวลานอนของตนยังมากกว่าเวลาบรรทมของพระองค์ เพราะต้องทรงงานมากมายสะท้อนได้จาก 4 พันกว่าโครงการพระราชดำริ และทรงต้องใช้เวลาในการเสด็จฯเยี่ยมเยียนราษฎรในถิ่นทุรกันดารต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่คิดจะไป แต่พระองค์เสด็จฯไป ก็สะท้อนได้ว่าพระองค์ทรงดูแลราษฎรอย่างทั่วถึง และสิ่งที่พระองค์ทรงงานมาในอดีตได้เกิดผลมากมายแล้วในปัจจุบัน อาทิ ทำให้คนไทยรู้จักความพอเพียง อย่างตอนเด็กๆ ตนบีบหลอดยาสีฟันตามใจชอบ แต่พอได้เห็นหลอดยาสีฟันของพระองค์ที่บีบจนลีบแบนแล้วแบนอีก ก็เปลี่ยนและปฏิบัติตามมาตลอดถึงปัจจุบัน
“ในฐานะนักร้อง สิ่งที่ผมได้ทำเสมอมาคือ การรักษาความเป็นไทยที่พูดและร้องภาษาไทยให้ชัด แม้ระยะหลังจะมีอิทธิพลการร้องสำเนียงฝรั่งปนกับเพลงไทย แต่ผมก็ยังยึดมั่นในความเป็นไทย นอกจากนี้ ยังร่วมกับแฟนเพลงในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม อาทิ นำเงินบริจาคไปช่วยมูลนิธิต่างๆ เจอเด็กที่ขอความช่วยเหลือผ่านโทรทัศน์ ก็โอนเงินช่วยเหลือไป ซึ่งทำอย่างนี้มา 10 กว่าปีแล้ว และล่าสุดก็ร่วมกับต้น-สุชาติ ชวางกูร นักร้อง ในการช่วยเหลือดูแลทหารที่บาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกเดือน อาทิ ไปเลี้ยงอาหาร มอบเงินช่วยเหลือ ทั้งที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ และโรงพยาบาลทหารผ่านศึก” นายอุเทนกล่าว

สำนักพระราชวังแจ้งสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ เมื่อวันที่ 29 เมษายน หลังปิดการขึ้นกราบถวายสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.09 น. จากปิดปกติเวลา 21.00 น. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 37,560 คน รวม 178 วัน มี 6,581,726 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,374,843 บาท รวม 178 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 529,740,254.76 บาท


