สทนช.อัพเดตน้ำเขื่อนภูมิพลปริ่ม99.59%ลดการระบายเหลือ55ล้านลบ.ม.แจ้งเหตุ 19-22พ.ย.หลายพื้นที่ใต้เสี่ยงท่วมเฉียบพลัน
วันที่ 14 พฤศจิกายน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนภูมิพลปัจจุบัน ว่า ข้อมูลวันที่ 13 พฤศจิกายน เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 13,406 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99.59% ของความจุเก็บกัก โดยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ จำนวน 65 ล้าน ลบ.ม. และระบายน้ำ 55 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ สทนช. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันบริหารจัดการน้ำในเขื่อนภูมิพล ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดอาคารระบายน้ำล้น (Spillway)
นายไพฑูรย์ เขื่อนภูมิพลได้มีการระบายน้ำล่วงหน้านับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 5,300 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มีพื้นที่ว่างรองรับน้ำได้อย่างเพียงพอ โดยหลังจากวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำของเขื่อนภูมิพลจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการกำหนดแผนการปรับลดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล โดยจะทยอยลดลงจาก 55 ล้าน ลบ.ม./วัน เหลือเพียง 30 ล้าน ลบ.ม./วัน ภายในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568
นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการบริหารจัดการน้ำเขื่อนต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมีการลดการระบายน้ำที่เขื่อนสิริกิติ์ และการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำน่านและแม่น้ำสะแกกรังควบคู่กันไป รวมทั้ง ได้มีการลดการระบายน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็น 136 ลบ.ม./วินาที และเพิ่มการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมกัน 10 ลบ.ม. /วินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาไม่เพิ่มขึ้นและไม่จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำ ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยายังคงอัตราการระบายน้ำ 2,900 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้กำชับให้คงอัตราการระบายน้ำดังกล่าว
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ช่วงวันที่ 17-22 พฤศจิกายน พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน บริเวณ จ.ชุมพร (อ.สวี ทุ่งตะโก พะโต๊ะ ละแม และหลังสวน) จ.สุราษฎร์ธานี (อ.เมืองสุราษฎร์ธานี ชัยบุรี พระแสง เวียงสระ กาญจนดิษฐ์ ดอนสัก บ้านนาสาร ท่าฉาง และเกาะสมุย และเกาะพงัน) จ.ภูเก็ต (อ.เมืองภูเก็ต กะทู้ และถลาง) จ.นครศรีธรรมราช (อ.เมืองนครศรีธรรมราช เชียรใหญ่ ชะอวด หัวไทร เฉลิมพระเกียรติ ปากพนัง พระพรหม สิชล นบพิตำ ท่าศาลา ขนอม และช้างกลาง) จ.ตรัง (อ.เมืองตรัง ห้วยยอด นาโยง ปะเหลียน และย่านตาขาว) จ.พัทลุง (อ.กงหรา ตะโหมด ป่าบอน ศรีนครินทร์ ศรีบรรพต และป่าพะยอม) จ.สตูล (อ.เมืองสตูล ควนโดน ควนกาหลง และท่าแพ) จ.สงขลา (อ.เมืองสงขลา ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ สิงหนคร รัตภูมิ บางกล่ำ ควนเนียง หาดใหญ่ คลองหอยโข่ง สะเดา นาหม่อม จะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย) จ.ปัตตานี (อ.เมืองปัตตานี หนองจิก โคกโพธิ์ แม่ลาน ยะรัง ยะหริ่ง มายอ ทุ่งยางแดง ปะนาเระ กะพ้อ สายบุรี และไม้แก่น) จ.ยะลา (อ.เมืองยะลา กาบัง ยะหา กรงปินัง รามัน บันนังสตา และธารโต) จ.นราธิวาส (อ.เมืองนราธิวาส บาเจาะ รือเสาะ ยี่งอ ศรีสาคร ระแงะ ตากใบ เจาะไอร้อง จะแนะ สุคิริน สุไหงปาดี สุไหงโก-ลก และแว้ง)
เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก และอ่างเก็บน้ำที่มีสถิติปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากกว่าความจุเก็บกัก ซึ่งอาจมีความเสี่ยงน้ำล้นอ่างฯ และส่งผลกระทบให้น้ำท่วมบริเวณด้านท้ายน้ำ และให้ เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของแม่น้ำหลังสวน แม่น้ำตาปี คลองชะอวด คลองลำ คลองท่าแนะ แม่น้ำตรัง แม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี

