หน้าแรก ในประเทศ กรมชลฯ ตอบปม ...

กรมชลฯ ตอบปม ‘ทำไมท่วมแต่บ้านผม?’ เผย ‘น้ำทุ่ง’ คือคำตอบ – เขื่อนทำเต็มที่แล้ว

14.11.25 | 18:18 น.

กรมชลฯ ตอบปม ‘ทำไมท่วมแต่บ้านผม?’ ชี้ ‘เขื่อน’ ทำเต็มที่แล้ว – ‘น้ำทุ่ง’ คือคำตอบ ทำไมเจ้าพระยาถึงไม่ลด

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชั้น 1 อาคาร วช. 8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเสวนา“สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ

ท่ามกลางนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้สนใจ เข้าร่วมรับฟังอย่างล้นหลาม รวมทั้งผ่านระบบซูม โดยการเสวนาครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการคาดการณ์ วางแผน และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความยั่งยืนและลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว

โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกล่าวเปิดงาน ก่อนเข้าสู่ ช่วงที่ 1 ระบบคาดการณ์และการประเมินสถานการณ์เพื่อการป้องกัน ซึ่งเริ่มจากหัวข้อ ‘สถานการณ์ฝนในประเทศปลายปี’ โดย นายสมควร ต้นจาน กรมอุตุนิยมวิทยา, ‘สถานการณ์ และแนวโน้มน้ำท่า’ โดย ผศ.ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ ม.เกษตรศาสตร์, ‘การบริหารจัดการน้ำหน้าฝน ในภาวะน้ำมากช่วงปลายฤดู’ โดย ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ กรมชลประทาน, ‘คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ช่วยในการประเมินสถานการณ์อย่างไร?’ โดย ดร.ศรเทพ วรรณรัตน์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)

ช่วงที่ 2 ‘นวัตกรรมและสถานการณ์เร่งด่วน บทเรียน และข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง’ โดย รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน ม.เกษตรศาสตร์, ‘นวัตกรรมบรรเทาสถานการณ์’ โดย รศ.ดร.คเณศ วงษ์ระวี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ‘โดรนสำรวจ และช่วยเหลือเมื่อเกิดสถานการณ์เร่งด่วน’ โดย นายธีรวัติ ศรีประโชติ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

Advertisement

เมื่อพิธีกรถามถึงสถานการณ์ฝนปีนี้ที่ตกเยอะ ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา น้ำทะเลหนุนสูง หลังจากวันที่ 21 พ.ย.คาดว่าจะลดลง จึงอยากทราบว่า แนวทางปีนี้บริหารจัดการน้ำดีแล้วหรือไม่ ทำไมท่วมเยอะ แล้วจะแห้งเมื่อไหร่ ?

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กรมชลประทาน กล่าวว่า ก่อนอื่นแนวทางจัดการน้ำจะต้องดูที่เขื่อนก่อน โดยเฉพาะเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะแบ่งเป็น ดูระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งมีการประเมินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าปีนี้มีลานีญ่า จึงกำหนดความเสี่ยง โดยคาดการณ์ไว้ก่อนเลยว่า มีน้ำ 80% นำมาสู่การ ‘ปรับแผนส่งน้ำและพร่องน้ำ’

 

“จะเห็นว่าจากสถานการณ์ 4 เขื่อนหลักทุกวันนี้ เราพร่องน้ำตั้งแต่ มี.ค.2568 เราไม่เคยปล่อยน้ำเขื่อนสิริกิติ์ 20 ล้าน ลบ.ม./วัน ในเดือน มี.ค.-เม.ย. ซึ่งเราก็ได้ปล่อยน้ำ รวมถึงปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล 10 ลบ.ม./วัน ในเดือนเมษายน เราก็ทำมาแล้ว

จะเห็นว่า 1 พ.ค. เรามีน้ำ 4 เขื่อน รวมเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 59 % ซึ่งจุดนี้เป็นโจทย์ต่อไปกับงานวิจัยว่า แล้วปีหน้า พ.ค.69 จะให้มีน้ำเหลือเท่าไหร่ การระบายน้ำช่วงต้นฤดูฝน คือ ระบายจากเขื่อนภูมิพล น้อยกว่าเขื่อนสิริกิติ์ พอมาถึงเดือนตุลาฯเรามีน้ำประมาณ 86 93 และ 91 % ท่านจะเห็นว่า ปริมาณน้ำนั้น ที่จริงแล้วภาคเหนือควรจะปิดจ็อบ (การระบาย) 31 ตุลาฯ แล้ว” ดร.ธเนศร์กล่าว และว่า

แต่เนื่องจากมีฝนมาอีก ทางฝั่งเขื่อนภูมิพล ใครจะรู้ว่าต้นเดือน พ.ย. ช่องว่าง 500 ล้าน ลบ.ม. มันไม่น่าเชื่อว่า ฝนจะมาเกิน 50 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสะท้อนเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เรากังวล ทำเขื่อนเต็ม ซึ่งต้องเรียนว่า ‘เขื่อน’ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำตามฟังก์ชั่นเต็มที่แล้ว

ดร.ธเนศร์ยังกล่าวทำความเข้าใจ เรื่องเขื่อนเข้าพระยา ซึ่งไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำ ดังนั้น น้ำที่มาจาก แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน จะมารวมที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งปริมาณน้ำที่ จ.นครสวรรค์ จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอย่างไร แต่เนื่องจากปีนี้ เกิดจาก ‘น้ำป่าที่ตกในทุ่ง’ แล้วไหลมาตามลำน้ำสาขา ซึ่งเราไม่ได้มีจุดตรวจวัด ดังนั้น น้ำปิง + น้ำน่าน ไม่เท่ากับ C2 ที่นครสวรรค์

“เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ปริมาณน้ำระบายเขื่อนเจ้าพระยา 2,000 ลบ.ม./วินาที ขณะที่ฤดูฝน ระบายที่ 2,700 ลบ.ม./วินาที คือเต็มที่แล้ว กะว่า 31 ต.ค.จะปิดจ็อบแล้ว เพราะน้ำลดลงเรื่อยๆ แต่มีฝนเข้ามาเติมอีก
“ท่านเชื่อไหมว่า น้ำที่มาสูงที่ จ.นครสวรรค์ มันมีอิทธิพลมาจากแม่น้ำปิง เส้นเดียวเลยนะ จาก 200 ลบ.ม./วินาที กลายเป็น 1,500 ลบ.ม./วินาที มากกว่าหน้าฝนอีก”

ดร.ธเนศร์ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วง 1-4 พ.ย. มีการนำน้ำเข้าเขื่อนมากกว่าปกติ แต่ระบบรับได้ไม่มาก น้ำจึงไม่มีที่ไป ซึ่งก็กลายเป็นประเด็นที่คนบอกว่า “แล้วทำไมต้องมาบ้านผม” ต้องบอกว่า เขื่อนเจ้าพระยามีความสามารถทดน้ำได้ไม่มาก ถ้าไปทาง จ.อุทัยธานีมาก ก็อาจโดนกระแสจากประชาชนเช่นกัน สุดท้ายก็ต้องปล่อยท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

“บางท่านบอกว่า ชลประทาน เหมือนหมอ เห็นคนเจ็บเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่นะ การระบายน้ำที่ 1,500-2,000 เป็นเรื่องธรรมดาของกรมชลฯ จริงๆ แต่กรมชลประทานไม่ได้คิดว่าการระบายแล้วท่วม เป็นเรื่องดี เราไม่อยากทำหรอก แต่เราต้องทำตามหลักวิชาการ ภายใต้ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ภายใต้ระบบพยากรณ์ แต่คำว่า ‘เอ็กซ์ตรีม’ มันเกิดได้ทุกครั้ง

ใครจะเชื่อ กรมอุตุนิยมวิมยา ประกาศหน้าหนาว วันที่ 23 ตุลาฯ ผมกะว่าจะใส่เสื้อกันหนาวแล้ว กะจะจองตั๋วเที่ยว ปิดจ๊อบ (ระบายน้ำ) แล้ว ปรากฏว่าต้นเดือน พ.ย. ฝนตก” ดร.ธเนศร์เผย

 

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ธเนศร์ ได้เสนอลักษณะงานวิจัยที่ควรจะทำเพิ่มเติม คือ ‘การประเมินน้ำทุ่ง’ โดยปัจจุบันเราสามารถคาดการณ์น้ำจาก ‘ลำน้ำ’ ได้ค่อนข้างแม่น แต่ ‘น้ำทุ่ง’ จะเป็นตัวที่จะตอบโจทย์ว่า ทำไมน้ำเขื่อนเจ้าพระยาถึงลดไม่ได้? แม้ว่าน้ำที่ จ.นครสวรรค์ ทรงตัวแล้วก็ตาม มันเป็นจุดที่เรามองไม่เห็นในเชิงตัวเลข แต่มาเห็นในเชิงปริมาณของช่วงท้าย

“ถ้าน้ำอยู่ในลำน้ำ เราควบคุมได้ อย่างปี 54 น้ำไม่อยู่ลำน้ำ คันน้ำแตก ทั้งเหนือเขื่อน-ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้น้ำล้นสปริงเวย์ ดังนั้น น้ำที่หลากบ่าทุ่ง เป็นน้ำที่เราคอนโทรลไม่ได้ ทำได้เพียงคำนวณให้น้ำไม่สูงเกินไป จนคันต้องแตก เพราะถ้าบ่าทุ่ง ปุ๊บ จบเลย ที่ไหนก็ท่วม ไม่มีอะไรป้องกันได้แล้ว” ดร.ธเนศร์ชี้

 

ดร.ธเนศร์กล่าวถึง การบริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำมาก โดยชี้ให้เห็นว่า ต้องคำนึงถึงทั้ง 1.ปริมาณ 2.เวลา 3.ความั่นคงของอาคาร 4.ผู้มีส่วนได้เสีย 5.ผลกระทบถ้าหากคันแตก ไม่สามารถควบคุมได้ และ 6.ระเบียบ กฎหมาย

ซึ่งการใช้ทุ่งรับน้ำนั้น ต้องเกิดจากการทำ ‘ประชาคม’ สอบถามความสมัครใจให้ประชาชนยอมรับก่อน ซึ่งมีเงินเยียวยา ทางกรมชลฯ ไม่มีหน้าที่สั่งการ ต้องถามความเห็น ซึ่งในเชิงพื้นที่เริ่มมีนโยบายให้เกลี่ยอุทกภัย ก็เกิดการเกลี่ยน้ำ จากทุ่งส่วนนั้นบ้าง ส่วนนี้บ้างรับปริมาณน้ำไป แต่น้ำยังคงอยู่ด้วยเช่นกัน

“ในเชิงวิศวกรรม มันสามารถกำหนดทางน้ำไปได้ แต่ในเชิงรัฐศาสตร์ ประชาชนเขาจะโอเคไหม อยู่ๆ ปล่อยน้ำท่วมบ้านเขา กสม.ลงพื้นที่ อ่างทอง อยุธยา ทำไมน้ำท่วมบ้านผม เพราะมันไม่มีที่ไป ไม่มีทางอื่น” ดร.ธเนศร์กล่าว พร้อมเผยด้วยว่า ทางกรมชลฯ เคยถูกฟ้องร้อง และชนะคดี เนื่องจากเราทำตามหลักวิชาการ

ดร.ธเนศร์ กล่าวว่า ในเรื่องของการระบายน้ำนั้น มีเหตุจำเป็นในการระบายน้ำ ที่คำนึงต้องให้ทันฤดูกาลในการเก็บเกี่ยวพืชผลของเกษตรกรด้วย ดังนั้น ต้องรีบเอาน้ำออกให้เกษตรกรปลูกได้ ภายในมกราคม 2569 เพราะเดือน เม.ย.ต้องเก็บเกี่ยวแล้ว ถ้าหากระบายไม่ทันก็เป็นโจทย์อีก

“ต้องช่วยกันในการ ‘ระบายน้ำออกทุ่ง’ ซึ่งฝนตกเราจัดการได้ ผมยืนยัน โดยใช้ทุ่ง ใช้อะไรตาม Protocol (หลักเกณฑ์) ทุกอย่าง มาตรการฤดูฝนทาง วช. ทำตามแผนเป๊ะ แต่เนื่องจากฝนตกในช่วงที่เราไม่มีเครื่องมือแล้ว ก็ต้องไปที่เครื่องมืออื่น มันจึงมีเรื่องกฎหมาย ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย” ดร.ธเนศร์ชี้

ดร.ธเนศร์เผยว่า อย่างในวันนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งตนอยากฝากด้วยว่าอาจจะต้องใช้งานเชิงวิจัยเข้ามาช่วยด้วย เพราะถ้าหากมองในเชิงวิศวกรรมอย่างเดียว การแก้ปัญหาอาจจะไม่จบ ต้องมองในแง่ ‘ผลกระทบ’ รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียด้วย ต้องมีกระบวนการทางรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์มารองรับด้วย

ในอนาคต อาจจะต้องไปถึง ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) หรือ DSS ในการช่วยประเมินผลกระทบ เพื่อกำหนดแนวทางในอนาคต เช่น ถ้าทำกรณีที่ 1 สูญเสีย 10 ทำกรณีที่ 2 สูญเสีย 20 เป็นต้น

เมื่อถามว่า ในฐานะคนกรุงเทพฯ ต้องเตรียมรับน้ำหรือไม่ ?

ดร.ธเนศร์กล่าวว่า ด้วยอิทธิพลส่งผลให้คน กรุงเทพฯ ปีนี้ เจอทั้งน้ำเหนือและน้ำหนุนพร้อมกัน ในส่วนที่ฝนตกท่วมถนน รอการระบายก็ว่ากันไป แต้ถ้ามองถาพถ่ายของ GISTDA ต้องบอกว่า คันกันน้ำ น้ำไม่มีหลุดออกไปเลย น้ำอยู่ในคันทั้งหมด

“ขออ้างอิง ที่ท่านผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า น้ำสูงกว่าปี 54 นั้น ผมไม่เถียงเลย แต่ข้างในไม่ท่วม ต้องนำเรียน เพราะบางคนเรียงกระสอบทรายไว้ ถามว่าทำไมเอาไม่อยู่ เพราะมันสูงกว่าเดิม” ดร.ธเนศร์กล่าว
(ผู้ว่าฯกล่าวว่า ถึงแม้น้ำจะใกล้เคียงกับปี 54 แต่สถานการณ์โครงสร้างต่างๆ ดีขึ้น เขื่อนของแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าปี 54 50 ซม. เท่ากับว่ามีความพร้อมในการรับมือ)

“ผมคนเกาะเกร็ด ซึ่งท่วมอยู่ ทุกครั้งที่น้ำท่วม ตะกอนที่ตกในบ้านท่าน หนาประมาณฝ่ามือ ลำน้ำ จึงถูกยกระดับขึ้นมาเองโดยเซกชั่นของลำน้ำ น่าจะลองสำรวจและทำวิจัยเป็นแนวทางว่า ลำน้ำปัจจุบันเปลี่ยนไปขนาดไหน” ดร.ธเนศร์ชี้