จากนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี” เพื่อหวังลดอัตราการเสียชีวิตของประชาชน สามารถเข้ารับการรักษาได้ในโรงพยาบาลทุกแห่ง ทั้งรัฐและเอกชนฟรี แต่ที่ผ่านมาเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ออกมาทักท้วงและพูดถึงปัญหามาตลอด
ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวถึงปัญหาจากนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรีทุกสิทธิ ว่า แม้จะเป็นนโยบายที่ดีในการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วย แต่ปัญหา คือ เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินและไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน กลับมีการเรียกเก็บค่ารักษามหาศาล ทั้งๆที่ภายใน 72 ชั่วโมงของการรักษาจะต้องฟรี และหลังจากนั้นจะต้องส่งผู้ป่วยคืนโรงพยาบาลตามสิทธิ ทั้งหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง สิทธิประกันสังคมและสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แต่ที่ผ่านมายังมีปัญหาเรียกเก็บเงินผู้ป่วยตลอด ทั้งๆที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ก็ยังไม่ออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้มากนัก ทั้งๆที่ส่งผลกระทบต่อคนไข้โดยตรง
“ทุกวันนี้ยังมีผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยหลายคนร้องเรียนมาทางเครือข่ายฯ ล่าสุดมีเคส สามีป่วยด้วยโรคความดัน และไขมันในเลือดสูง โดยมีอาการเจ็บหน้าอกมาก และเข้ารพ.เอกชนแห่งหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2558 แพทย์ได้ทำบอลลูน โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2.6 แสนบาท แต่เมื่อเข้ากรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรีภายใน 72 ชั่วโมงจะต้องไม่เก็บเงิน แต่ผู้ป่วยร้องมามีการเก็บค่ารักษาก่อนประมาณ 1.7 แสนบาท ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหา ต้องมีความชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดกรณีนี้ไม่จบสิ้น” นางปรียนันท์ กล่าว
นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการทำงานมาตลอด ซึ่งได้มอบหมาย พญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัด สธ. มาดูแลเกี่ยวกับนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินว่า มีปัญหาและจะดำเนินการอย่างไรบ้าง เบื้องต้นต้องพิจารณาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งศูนย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับคำนิยาม “เจ็บป่วยฉุกเฉิน” ซึ่งมีหลายระดับ หรือการแก้ปัญหาค่ารักษาที่คิดตามกลุ่มโรค เดิมได้ประสานกับทาง รพ.เอกชน โดยคิดในราคากลุ่มโรคละ 10,500 บาท แต่รพ.เอกชนมองว่าไม่เพียงพอ ซึ่งก็ต้องมีการหารือกันอีก และยังมีกรณีห้ามรพ.เอกชน เก็บเงินค่ารักษาเคสเจ็บป่วยฉุกเฉินภายใน 72 ชั่วโมง รวมทั้งหลังจาก 72 ชั่วโมงจะต้องส่งต่อไปยังรพ.ในสิทธิ ซึ่งในรพ.สิทธิบัตรทอง กับสิทธิประกันสังคม จะมีรพ.พร้อมรับ แต่ในส่วนของสิทธิข้าราชการจะไม่มี ขณะนี้กรมบัญชีกลางกำลังหาทางออกอยู่
/////////

