แรงงานเก็บผลไม้ฟินแลนด์ จวก รบ.เล่าความเท็จ – คนชุมพร ซัด ‘พ.ร.บ.ขายชาติ?’ ชี้ โครงการแลนด์บริดจ์ ฮ่องกงโมเดลชัดๆ หวั่นเลือกตั้งหน้า คนไทยไม่เหลือที่อยู่ – แนะพี่น้องชาวใต้คิดให้ดี
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่โรงแรมไมด้า เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เครือข่ายภาคประชาสังคม นำโดย มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน, มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ, เอิร์ธไรท์ อินเตอร์แนชั่นแนล จัดเวทีเสวนา ‘สถานการณ์และความท้าทายด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (BHR) ปี 2024–2025’
สืบเนื่องจาก แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (NAP) ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2570) ประกาศใช้เมื่อ 8 กันยายน 2566 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการดำเนินการตามหลักการชี้นำของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ซึ่ง NAP เป็นกรอบเชิงบรรทัดฐาน มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างกลไกที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และรับรองการเข้าถึงการเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของรัฐและองค์กรธุรกิจ ซึ่งหลังจากผ่านไปแล้ว 2 ปี พบช่องว่างระหว่างในทางปฏิบัติ ระหว่างปลายปี 2567-2568 ยังคงมีการละเมิดอย่างต่อเนื่องและเชิงโครงสร้าง ซึ่งเกิดจากอุตสาหกรรมการสกัดแร่ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเอาเปรียบแรงงาน ตลอดจนการลงทุนข้ามพรมแดน ซึ่งยังคงบั่นทอนสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ในไทยและข้ามพรมแดน
โดยช่วงแรกมีเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘สถานการณ์และความท้าทายด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (BHR) ปี 2024–2025’ ซึ่งให้ทั้งภาพรวม สถานะ การบังคับใช้กฎหมาย และการมีส่วนร่วมของสาธารณะ
โดยในตอนหนึ่ง นายสุชาติ ตระกูลหูทิพย์ มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP) กล่าวถึงปัญหาที่แรงงานข้ามชาติ ซึ่งนับว่าเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ในประเทศ ซึ่งพบทั้งการละเมิดเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ เข้าไม่ถึงกฎหมายต่างๆ ที่มีไว้คุ้มครองแรงงาน ทั้งกฎหมายประกันสังคม กฎหมายกองทุนเงินทดแทน ก็ถูกยกเว้นในบางอาชีพ จนกลายเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ในแรงงานข้ามชาติ ที่ถูกขูดรีด อีกทั้งยังเข้าถึงกลไกยุติธรรมได้ยาก

โดยปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ‘การขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ’ ผ่านระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัท outsource ที่รับงานมาอีกทอด จึงควบคุมได้ยาก รวมไปถึง ‘บัตรสีชมพู’ ที่ถึงแม้ว่ารัฐจะรับรองให้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว แต่ก็ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคาร หรือซื้อซิมโทรศัพท์ได้ รวมถึงเรื่อง ‘กองทุน’ ที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ
นายสุชาติกล่าวว่า ข้อเสนอของเราคือ 1.รัฐต้องมีกลไกในการบังคับให้เอกชนและบริษัทข้ามชาติ รับผิดชอบต่อประเด็นการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2.รัฐต้องจัดตั้ง กองทุนประกันความเสี่ยง เก็บเงินจากนักลงทุนในกรณีทีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเลิกจ้าง 3.รัฐต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องปัจจุบัน เพื่อให้สามารถรวมตัวต่อรองได้ 4.รัฐต้องไม่ปัดความรับผิดชอบในการทำเรื่องเอกสาร 5.รัฐและเอกชน ควรจะปรับมาตรฐานหน่วย ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ให้เป็นฐาน ‘ค่าจ้างยังชีพ’ เป็นต้น

จากนั้น เวลา 10.45 น. เข้าสู่เสวนาช่วงที่สอง ‘สถานการณ์ที่ต้องจับตา กรณีธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ใน 4 ด้าน’ โดยมีตัวแทนชุมชนและภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่ นาตยา เพชรรัตน์ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (Stella Maris) ในประเด็นด้านแรงงาน, นายสมโชค จุงจาตุรันต์ เครือข่ายปกป้องแผ่นดิน ชุมพร – ระนอง ในประเด็นด้านชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม ในประเด็นด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชน, น.ส.ไพรินทร์ เสาะสาย มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (R&R) ประเด็นด้านการลงทุนข้ามพรมแดนและบรรษัทข้ามชาติ, นายธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (TMB) ในประเด็นด้านการลงทุนข้ามพรมแดนและบรรษัทข้ามชาติ ดำเนินรายการโดย มนูญ วงษ์มะเซาห์ กรีนพีซ ประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย นางมลิวรรณ อาธนู เลขานุการสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวถึงประเด็นแรงงานเก็บผลไม้ในป่า ที่ประเทศฟินแลนด์และสวีเดน โดยแลกเปลี่ยนเรื่องขบวนการที่บริษัท ร่วมกับหน่วยงานรัฐ

ส่วนตัวขอใช้คำกล่าวที่ว่า ‘รัฐบาลตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ’ ซึ่งคือเรื่องจริง เพราะผ่านประสบการณ์มาโดยตรง เงินเยียวยาจากบริษัทที่ล่าช้ามาก แม้ว่าศาลตัดสินให้แรงงานชนะคดี อย่างกรณี บริษัท สตาร์โรยัล เซอร์วิส แต่บริษัทก็ไม่ได้จ่ายเงินเยียวยาอะไรให้พี่น้อง ซึ่งความเป็นจริงหน่วยงานรัฐรู้ทุกอย่าง
“อยากให้มีกฎหมายที่กระชับ ยึดทรัพย์สินของบริษัท มาเยียวยาให้พี่น้องแรงงานที่เสียหาย ขอเสริมเรื่องกองทุนด้วย ซึ่งก่อนที่จะไปทำงาน หน่วยงานรัฐจะบอกดีมาก มีการอบรม บอกว่ามีกองทุนช่วยเหลือคนทำงานต่างประเทศ ซึ่งสิทธิทุกอย่างดีมาก แต่เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา กลับโทษแรงงาน ให้ไปวิ่งเรื่องเอากับบริษัท”
“เอาตัวอย่างเราเป็นต้น กลับมาปี 2565 พาพี่น้องกลับมา เดือนพฤศจิกายนไปยื่นเรื่อง เขาบอกพวกเราว่า ‘ไม่อยู่ในเกณฑ์กองทุนทั้งนั้น’ ไม่มีเงินประกันอะไรเลย เราก็ไม่ยอม เข้ามากรุงเทพฯ ไปสภาฯ ไปหากระทรวงแรงงาน สมัยนั้นรู้สึกว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.แรงงาน”
“เราไปทุกที่แต่เขาก็ปัดตก ไม่รับเอกสารของแรงงานเลย ทั้งที่ฟินแลนด์ รับเป็น ‘คดีค้ามนุษย์’ มีการสอบปากคำ มีหมายเลขคดีเรียบร้อย แต่หน่วยงานรัฐไทย ปัจจุบันพึ่งได้รับจดหมายส่งมาบอกว่า ‘คุณหมดวาระเงินกองทุน 2 ปี ไม่มีสิทธิที่จะได้’ ชุ่ยมากหน่วยงานรัฐ ยิ่งกระทรวงแรงงาน ตัวการเลย” นางมลิวรรณกล่าว

ในตอนหนึ่ง นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม กล่าวถึงประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งข้อเรียกร้องที่ตกผลึกออกมาล้วน เป็นเรื่องที่ดี แต่ยังขาดตัวกลางที่จะทำให้ข้อเสนอเกิดขึ้นจริง ผ่านการเข้าไปแก้กฎหมาย และ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง จึงเสนอว่า เราสามารถรวบรวมข้อเสนอในเวทีวันนี้ โดยชูขึ้นเป็น ‘นโยบายเลือกตั้ง’ เพื่อดูว่าใครจะหยิบนโยบายเหล่านี้ที่ชัดเจนแล้ว เสนอขึ้นมาเป็นนโยบายของพรรคบ้าง
“การขอแก้กฎหมายนั้น ยากมาก แต่ถ้าเราชูประเด็นให้ชัด ให้นักการเมือง พรรคต่างๆ มาหยิบประเด็นของเราไปแก้ไข มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะง่ายกว่า” นายสุเมธกล่าว
ในตอนหนึ่ง นายสมโชค จุงจาตุรันต์ จากเครือข่ายปกป้องแผ่นดิน ชุมพร – ระนอง กล่าวว่า จนยืนหยัดต่อสู่คัดค้าน โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งหลายคนครหาว่ารับเงินสิงคโปร์ เพราะมองว่าถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง ทำให้เราเป้นมหาอำนาจ ทำให้สิงคโปร์ พ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่จริง สู้ไม่ได้
เพราะโครงการแลนด์บริดจ์ ฝั่งอ่าวไทย บริเวณหลังสวน-แหลมริ่ว เขาขุดทะเลลึกไปที่ระดึบ 17 เมตรจากระดับน้ำทะเลต่ำสุด ถมทะเลไปทั้งหมด 5,824 ไร่ ของเสียทั้งหมด 130 ล้าน ลบ.ม. ส่วนฝั่งอันดามัน ถมทะเลไปทั้งหมด 6,975 ไร่ ขุดที่ความลึก 19 เมตร ทั้งสองที่มีเขื่อนกันคลื่น ซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว

“ทำไมผมถึงบอกว่าสู้ (สิงคโปร์) ไม่ได้ เพราะตัวท่าเรือที่ถูกดีไซน์มา ด้วยความลึก ไม่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ รองรับเรือขนาดเล็ก หรือ Feeder เต็มที่ไม่เกิน 7,000 TEUs ฉะนั้นที่ใครบอกว่าผมรับเงินสิงคโปร์ กลับไปคิดใหม่ นี่คือข้อมูลที่ถูกต้อง ท่านอย่าฟังแต่ข้อมูลของ สนข.
หลายท่านบอกว่า ผู้พัฒนาโครงการ ให้ข้อมูลบ้าง-ไม่ให้บ้าง ผมยืนยันว่ามีการให้ข้อมูล แต่เป็น ‘ข้อมูลทางวิชาการอันเป็นเท็จ’ ผมยืนยันนอนยันว่า เป็นเท็จ” นายสมโชคเผย
นายสมโชคกล่าวต่อว่า ถ้าท่านอยากทราบข้อมูลที่แท้จริงเรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ ท่านเข้าไปดู ข้อมูลที่จัดสภาพัฒน์ จุฬาฯ ไฟนัล รีพอร์ต เขียนไว้ชัดเจนว่า ‘แลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า’ แต่รัฐบาลก็ฉลาด เลือกที่จะหยิบจากในรายงานของสภาพัฒน์ ที่แนะนำให้จัดทำ ‘ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ’ ซึ่งก็คือการออก ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. …. หรือ ‘พ.ร.บ.SEC’
“ผมอยากให้พี่น้องชาวใต้ คิดทวบทวนให้ดีว่า ในร่าง พ.ร.บ.SEC ที่อยู่บนโต๊ะนายกฯ ณ ปัจจุบันนี้ มี 4 ร่าง ซึ่งหนึ่งในคือร่างของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แต่พบว่าทั้ง 4 ร่าง เนื้อหาไม่ต่างกัน Copy Paste มาจากนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC”
“สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ทุกพรรคพูดเหมือนกันหมดว่า ‘เผด็จการ’ ขอโทษนะ พอตัวเองเป็นนายกฯ ได้เป็นรัฐบาล เลือกที่จะให้รัฐเป็นผู้รับมรดกบาปจาก คสช. ประกาศตัวให้คนไทยทั้งประเทศรู้ว่า เรานี่แหละเป็นทายาทอสูรอย่างแท้จริง เพราะ 4 ร่างเนื้อหาไม่ได้แตกต่าง
พูดเรื่องนี้แล้วขึ้น จุดที่ทำให้พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ว่าเป็น ‘พ.ร.บ.ขายชาติ’ คือให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุน 99 ปี ฮ่องกงโมเดลชัดๆ ย้อนกลับมาถึงพี่น้องคนไทย ที่หลายคนไม่ได้อยู่ในที่ๆ ที่มีเอกสารสิทธิ หลายคนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 บางคนอยู่ในเขตป่าถาวร 2504 อยู่ในทุ่งสวนเลี้ยงสัตว์ ในป่าชุมชน ที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่ดิน สปก. สิ่งเหล่านี้ต่างชาติเข้ามาลงทุนปุ๊บ ได้สิทธิพิเศษ ถือครองที่ดินได้ 99 ปีถ้าอย่างนี้ไม่ขายชาติ จะเรียกว่าขายอะไร ?

ผมไม่ได้มาหาเสียง สมัยหน้าถ้าท่านเลือก ‘พรรคภูมิใจเขากระโดง’ ประเทศไทยจะเหลืออะไรให้ท่านอยู่ นี่คือเรื่องจริง” นายสมโชคกล่าว
นายสมโชคกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นด้านชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำว่ากรณี ‘ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ’ ถ้าหากเกิดขึ้นจริงในอนาคต ทั่วประเทศไทย 10 เขต 5 ภูมิภาค จะเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่ง
“อยากจะบอกท่านว่า ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ จะมีกฎหมายอยู่ 1 มาตรา ที่เขาระบุไว้ว่า ให้อำนาจคณะกรรมการกำหนดนโยบาย พิจารณาว่าหากมีกฎหมายฉบับใด เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการพิจารณา สามารถยกเลิก ไม่ปฏิบัติตาม ออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายได้ ฉะนั้น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ที่จะเกิดขึ้นใน 5 ภูมิภาค 10 เขตในประเทศไทยคือ ‘ภัยคุกคาม’ ต่อพี่น้องประชาชน ต่อสิทธิชุมชน และสิทธมินุษยชนอย่างแท้จริง” นายสมโชคกล่าว

