ชัชชาติ ปรับแผนให้เข้มขึ้น! สั่ง ‘6 มาตรการ’ ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ – ขอบคุณน้ำใจชาวกรุง เผย ‘อุปกรณ์ทำความสะอาด’ ยังต้องการอีกมาก
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตรวจเยี่ยมจุดรับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรายงานข้อมูล
นายชัชชาติกล่าวว่า กทม. ร่วมมือกับสภากาชาดไทยในการเปิดจุดรับบริจาคและส่งของไปให้ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ทั้งที่ศาลาวาการ กทม. เสาชิงช้า และดินแดง และสำนักงานเขต 50 เขต โดยเช้านี้ส่งไปแล้ว 2 คันรถ ล่าสุด ณ เวลา 13.45 น. รวมสิ่งของบริจาคทั้งหมดหมด 80,000 ชิ้น อาทิ ข้าวสาร 4.7 ตัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 13,221 ห่อ ปลากระป๋อง 7,000 กระป๋อง เป็นต้น

สำหรับ สถานการณ์หลังน้ำท่วม สิ่งของที่ต้องการมากคือ ‘อุปกรณ์ทำความสะอาด’ ซึ่งวันนี้ยังมีรถขนของบริจาคอีก 4 คันที่รอสแตนด์บายพร้อมออกไปส่งของบริจาคยัง สภากาชาดไทย ซึ่งจะกระจายไปยังจุดต่างๆ ในภาคใต้
“ของที่ประชาชนบริจาคมีเยอะมาก สามารถบริจาคได้ทุกเขต ขอบคุณน้ำใจของคนไทยที่มีจิตศรัทธา เราจะเร่งส่งต่อให้ถึงมือ เพราะตอนนี้อยู่ระหว่างการเร่งฟื้นฟู” นายชัชชาติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนหนึ่ง นายชัชชาติได้สอบถามถึง ‘ยูโร่ คัสตาร์ดเค้ก’ ที่ได้รับบริจาคเป็นจำนวนมากจาก หอการค้าไทย โดยก่อนหน้านี้มีผู้แนะนำว่าเป็นขนมที่ให้พลังงานได้ดีและสามารถลอยน้ำได้ ในช่วงภัยพิบัติเช่นนี้

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ทบทวนแผนรับมือน้ำท่วม พร้อมสั่ง 6 มาตรการ โดยถอดบทเรียนอุทกภัยหาดใหญ่ในการปรับแผนให้เข้มยิ่งขึ้น
นายชัชชาติกล่าวว่า เช้าวันนี้ กทม. ก็มีการประชุมเพื่อทบทวนแผนรับมือภาวะวิกฤต โดยศึกษาข้อมูลของพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ที่มีปริมาณฝนตกมากว่า 600 มม. ในช่วง 3 วัน สำหรับ กทม.ที่ผ่านมาเคยมีฝนตกมากที่สุดเกือบ 300 มม. ในช่วงเวลา 3 วัน แต่ไม่เท่าหาดใหญ่ เราจึงทบทวนแผนการรับมือของ กทม. เอง โดยได้สั่งการ 6 ข้อ คือ
1. ทำแบบจำลองสถานการณ์ และทบทวนแบบจำลองที่มี เพราะหัวใจคือการนำข้อมูลกับการพยากรณ์อากาศใส่ในแบบจําลอง
“ตอนนี้เรามีการพยากรณ์ฝนที่ละเอียดขึ้นและพัฒนาร่วมกับแผนที่ภูมิศาสตร์ เพื่อจะได้กำหนดจุดที่อาจมีน้ำท่วมรุนแรงได้ การมีแบบจําลองที่ถูกต้องก็จะทำให้เราเตือนภัยได้ดีขึ้น ที่เป็นเรื่องสำคัญ” นายชัชชาติกล่าว
2. ทบทวนระบบเตือนภัยแจ้งเหตุ เนื่องจาก กทม. คงไม่มีการอพยพเหมือนต่างจังหวัด เพราะว่าเราหาพื้นที่ให้ประชาชนอยู่ได้ลำบาก การอพยพจึงทำเฉพาะพื้นที่ที่จําเป็น เช่น อาคารเตี้ย แต่ผู้อาศัยในคอนโดสูง โดยหลักการคือต้องให้อยู่ในพื้นที่ แจ้งเตือนให้เตรียมเสบียงอาหารา และทบทวนกระบวนการเตือนภัย ให้ละเอียดถี่ถ้วน สอดคล้องกับแบบจำลอง มากยิ่งขึ้น
“จริงๆ แล้วต่างจังหวัด อย่าง จ.สงขลาเอง ก็มีรูปแบบเตือนภัย คือมีธง เขียว เหลือง แดง ซึ่งก็เหมาะกับสภาพพื้นที่ สำหรับ กทม.เองคงต้องไปทบทวนตรงนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อถึงเวลาแล้วเราส่งข้อมูลถึงประชาชนได้อย่างชัดเจน” นายชัชชาติกล่าว
3. ให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตรวจเช็กและจัดระเบียบรายการอุปกรณ์ทั้งหมดที่มีสำหรับใช้กู้ภัย รวมถึงประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเมื่อเกิดเหตุสามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นระบบ
“ของเรามีเรือเก็บขยะ ถ้าถึงเวลาฉุกเฉินจะเปลี่ยนเป็นเรือช่วยคนได้กี่ลำ เรือที่ ปภ.เองมีกี่ลำ แล้วต้องการซื้ออะไรเพิ่มเติม ก็ให้ทบทวน เมื่อถึงความจำ เช่น กรณีเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดจำเป็นต้องอพยพคน กี่พันคน จำนวนเรือต้องสอดคล้องกัน”
4. จัดลำดับผู้บัญชาการเหตุการณ์และการสั่งการตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ โดยเรื่องนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว
“อ.แก้ว (ทวิดา) เตรียมลำดับสั่งการไว้แล้วว่า ถ้าถึงเหตุแบบไหน ใครเป็นผู้บัญชาการเหตุ ซึ่งน้ำท่วมเป็นเหตุการณ์ใหญ่ อย่างไรแล้วผู้ว่าฯ ต้องเป็นผู้บัญชาการเหตุก่อน เนื่องจากกินพื้นที่เป็นวงกว้าง ถ้าเป็นเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ เช่น ในเขตไฟไหม้ ก็จะให้ผู้อำนวยการเขต ผู้บัญชาการเหตุ ซึ่งหัวใจคือ ‘การประสานงานกับหน่วยงานอื่น’ โดยเฉพาะกับรัฐบาล” นายชัชชาติกล่าว
5. เตรียมแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำ ซึ่ง กทม. มีต่อเนื่องอยู่หลายโครงการ เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ แต่ให้ทบทวนว่าต้องเพิ่มเติมอะไรหรือไม่
“มี 2 รูปแบบ ถ้าฝนตกหนัก เป็นฝนแช่ หรือ เรนบอมบ์ เหนือกรุงเทพฯ ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีประมาณเยอะ คันกั้นน้ำที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ แต่ปัจจุบันที่ผ่านมาก็ยังมีความสูงเกือบ 1 เมตรที่เราเตรียมเผื่อไว้ ถ้าไม่พอต้องเพิ่มความแข็งแรง รวมถึงการระบายน้ำ เชื่อมกับหน่วยข้างเคียง เช่น จ.สมุทรปราการ ซึ่งส่วนนี้เราทำเองไม่ได้ ต้องทำเป็นโครงการเสนอให้ทบทวน” นายชัชชาติเผย
6. บูรณาการภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าสุดท้ายแล้วหากเกิดเหตุขึ้น จะสามารถดำเนินการได้ครบทุกมิติ
“ต้องเรียนว่า เหตุการณ์ที่หาดใหญ่ถือว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ปริมาณฝนที่ตกมากขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ท้าทาย หากเกิดขึ้นที่ กทม. คาดว่าจะมีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก จึงถือโอกาสทบทวนแผนของ กทม. เพื่อเตรียมพร้อมและปรับปรุงแผนสำหรับอนาคต
ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ รวมถึงเจ้าหน้าที่และผู้ประสบภัยในหลายจังหวัดทางภาคใต้ หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แต่ยังมีกระบวนการอีกมาก ที่ต้องฟื้นฟูต่อไป กทม.พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือ” นายชัชชาติ กล่าว


