ผู้สื่อข่าวรายงานจากการสนทนาในไลน์ของ กลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มปรึกษาหารือ สื่อสาร การให้ความรู้ มาตรฐานการดูแลสถานประกอบการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งจะมีนักธุรกิจที่ทำธุรกิจกิจการด้านการดูแลสุขภาพ หมอ รวมกลุ่มกัน โดยเมื่อเร็วๆนี้ในกลุ่มดังกล่าว ก็ได้รับข้อความเชิงโฆษณาชวนเชื่อ จากผู้ที่ใช้ชื่อว่า Champpeach ซึ่งอ้างตัวว่าอาชีพพยาบาล มาโพสต์ข้อความขายกาแฟ ที่อ้างว่าสกัดมาจากเห็ดหลินจือสกัด เป็นยาปรับสมดุลในร่างกาย ลดน้ำหนัก รักษาโรคเบาหวาน ลดไขมันในเลือด กินแล้วจะอ่อนกว่าวัย 5 ปี ที่สำคัญ อ้างว่า ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ ได้รับการวิจัยจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และองค์การเภสัชกรรม แล้ว โดย พยายามชักจูงให้สมาชิกในห้องดังกล่าว ไปเป็นสมาชิกขายตรงกับตัวเอง สร้างความไม่พอใจแก่ หมอหลายคนที่อยู่ในห้องไลน์ดังกล่าวอย่างมาก เพราะเห็นว่า โดยข้อความดังกล่าว ระบุในลักษณะโฆษณาเกินจริง และเป็นการแอบอ้างงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาชั้นนำมากมาย
โดยนายแพทย์คนหนึ่ง ใช้ชื่อว่า Khanat ได้พยายามโต้แย้ง ว่า ไม่เป็นความจริง และเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน รวมทั้งยืนยันว่า สถาบันการศึกษา รวมทั้งองค์การเภสัชกรรม ที่เอามาอ้างว่า ได้วิจัยผลิตภัณฑ์ชนิดนี้นั้น แท้จริงแล้ว หน่วยงานเหล่านี้อาจจะแค่วิจัยตัวเห็ดหลินจือเท่านั้น ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับกาแฟสกัดชนิดนี้ การออกมาอ้างเช่นนี้จึงเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ทำให้ประชาชนผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดได้ แต่ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ วางขายมา 25 ปีแล้ว หากไม่ดีจริง หรือใครกินไปแล้วได้รับผลกระทบให้ไปฟ้องร้องเอากับนักวิจัยเอาเอง อีกทั้งยังแอบอ้างว่าเจ้าของผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ ยังเป็นญาติของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศไทยอีกด้วย
ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องนี้ไปยัง นพ.ฆนัท ครุธกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนวิทยาคลินิก รพ.รามาธิบดี และที่ปรึกษากรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้รับการชี้แจงว่า รู้สึกตกใจ ที่มีการโฆษณาสินค้าแบบหลอกลวงประชาชนโดยอ้างสถาบันการศึกษา และวงการสาธารณสุขมากขนาดนี้ เพราะข้อมูลเชิงวิชาการไม่เป็นความจริง ตนได้แจ้งเรื่องนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เพื่อเข้าไปตรวจสอบผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แล้ว ทั้งๆที่ ประเทศไทยกำลังโปรโมทเรื่องความเป็นศูนย์กลางสมุนไพรของโลก แต่กลับไม่มีการดูแลระบบภายในให้ดี ปล่อยให้คนเพียงไม่กี่คน เข้ามาสร้างความเสียหาย โดยการโฆษณาเกินกว่าเหตุ สร้างความเข้าใจผิดๆแก่ผู้บริโภค ซึ่งกรณีนี้ทำมาแล้วถึง 25 ปี แต่ยังไม่มีใครทำอะไรได้เลย เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก
ด้าน นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ต้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ขอเตือนว่าอย่าหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่ออวดอ้างสรรพคุณเหล่านี้ และต้องพิจารณาด้วยว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการอนุญาตจาก อย. หรือไม่ และหากได้รับ อย. ก็ต้องพิจารณาอีกว่าเป็นการอนุญาตรูปแบบใด เนื่องจากหากขอเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็จะอ้างว่า บำรุงตับ บำรุงหัวใจ แต่พอได้รับเลขทะเบียนแล้ว กลับไปโฆษณาว่า รักษามะเร็ง รักษาเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาดีๆ เพราะผลิตภัณฑ์หลายตัวไปแอบอ้างสรรพคุณเกินจริง อย่างสารในสมุนไพรบางตัวอาจมีคุณลักษณะเฉพาะในการบำรุงตับ บำรุงหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้วจะรักษาโรคตับ โรคหัวใจ หรือเบาหวาน หรือมะเร็ง หรือลดความอ้วนได้
“การที่บอกว่ารักษาโรคนั้น เป็นเรื่องของยา ซึ่งถ้าจะอ้างว่ารักษาโรคร่วมด้วยนั้น ต้องมาขออนุญาตขึ้นทะเบียนเป็นยา ไม่เช่นนั้นทำไม่ได้ ก็จะกลายเป็นโฆษณาเกินจริง ซึ่งกฎหมายก็มีหลายขั้น เริ่มตั้งแต่ปรับ ไปจนถึงถอนทะเบียนจากที่เคยขึ้นทะเบียนกับอย.ไว้ แต่ถ้าหากพบว่า ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. แต่แอบอ้างอีก ก็จะโดนเรื่องอย.ปลอม ปัญหาคือ พวกนี้ก็จะกลับไปหลอกมาขายอีก ดังนั้น สิ่งสำคัญประชาชนต้องอย่าหลงเชื่อ พิจารณาไตร่ตรองให้ดี” นพ.วันชัย กล่าว

