เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเปิดตัวรายงาน “How We Define Corruption” ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ มูลนิธิศักยภาพชุมชน, บริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลระดับภูมิภาค (KRAC) และ สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ม.ธรรมศาสตร์
โดยรายงานฉบับนี้ เป็นผลการศึกษาร่วมกับกลุ่มประชากรฐานราก 6 กลุ่ม เพื่อสะท้อนประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับคอร์รัปชันในมิติสิทธิมนุษยชน และเปิดพื้นที่ให้เกิดการนิยามความหมายใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนข้ามกลุ่ม
เวลา 13.30 น. นายดนย์ ทาเจริญศักดิ์ ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิศักยภาพชุมชนและตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการต้านทุจริต นำเสนอรายงานผลสรุปการศึกษา “How We Define Corruption” ดำเนินรายการโดย นายกิตติธัช ศรีอำรุง ผู้ประสานงานโครงการ

เราสังเกตว่าในช่วง 10 ปีมานี้ ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ประชาชนเข้าใจสูงขึ้น แต่พื้นที่ประชาธิปไตยกลับถดถอย เห็นได้จากผลลัพธ์ในการเลือกตั้ง รวมถึงพื้นที่ส่งเสียงที่ลดลง เราจึงลองมองเรื่องนี้ใหม่ โดยใช้มุมมองคอร์รัปชั่นว่า ‘ใครกันที่ได้ประโยชน์’ จากระบบที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนี้ โดยพยายามไม่คิดเอาเองแบบ Top down แต่เกิดจากการลงพื้นที่ไปฟัง ทั้งผู้ค้าบริการ คนข้ามเพศ นักกิจกรรม ผู้ลี้ภัย แรงงานย่านรังสิต กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ ให้คนเหล่านี้นิยามคำว่าคอร์รัปชั่นเอง มีจุดที่เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่บรรลุไปด้วยดี โดยรายงานแบ่งออกเป็น 5 บท
นายดนย์ ชี้ว่า ภาพรวมคอร์รัปชั่นในไทย มีความเกี่ยวเนื่องกับ ’ระบบอุปถัมภ์‘ มีสิ่งของตอบแทน เพื่อพื้นฐานทางอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งมีนิยามเกิดขึ้นมากมาย อาทิ กินบ้านกินเมือง, ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นต้น ซึ่งมาตรา 4 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช.(2018) ระบุว่า เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
โดยมี 2 ตัวชี้วัดคือ CPI และ ITA โดยพบว่าคะแนนของไทย CPI ประเมินจากต่างชาติว่าประชาชนเข้าใจเรื่องคอร์รัปชั่นอย่างไร ในปี 2013-2023 อยู่ประมาณ 35 แต่อันดับโลกของเราลดลง จาก 88 ปัจจุบันอยู่ที่ 108 แสดงว่า ของประเทศอื่นดีขึ้น ของไทยแย่ลง
ส่วน ITA จาก 66 % ตอนนี้คะแนนเกือบ 90 % เกิด ‘ความย้อนแย้งในเชิง ความเข้าใจด้านคอร์รัปชั่น’ ซึ่งนานาชาติหรือคนข้างนอกมองเข้ามา กับที่บ้านเรามอง เป็นคนแบบจากนั้น นายดนย์ กล่าวถึงบทที่ 2.ความชายขอบกับความเปราะบาง ที่เกี่ยวเนื่องกับคอร์รัปชั่น โดยยกตัวอย่าง กรณี ‘น้ำท่วม’ ด้วยสถานะทางสังคมบางอย่าง ทำให้เราชายขอบ และเปราะบางได้เช่นกัน เพราะเข้าไม่ถึงการตัดสินใจ ทรัพยากร หรือความช่วยเหลือจากส่วนกลาง คือสิ่งที่สังคมศึกษากันไว้
อย่าง ‘กลุ่มพนักงานบริการ’ ปัญหาของความชายขอบและเปราะบาง เริ่มต้นจากกฎหมายที่ให้นิยามชัดเจนว่า เป็นความผิดทางอาชญากรรม ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเอาเปรียบได้ หรืออย่างกรณีกฏหมายแรงงาน ในปี 2534 (ปีที่ ทนง โพธิ์อ่าน หายตัวไป) ทำให้สหภาพแรงงานอ่อนแอ รวมตัวได้น้อยลง เพราะแยกจากรัฐวิสาหกิจทั่วไป
นายดนย์กล่าวถึง เยาวชนนักกิจกรรมทางการเมือง ตั้งแต่ยุค 14 ต.ค.16 , 6 ต.ค.19, พฤษภาทมิฬ, เสื้อเหลือง-แดง ที่การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งล้วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง คอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมทั้งสิ้น

รวมถึง ‘กรณีแรงงานข้ามชาติ’ เราเห็นปัญหาการอยู่ในระบบจ้างงานที่ซับซ้อน ต้องพึ่งพิงนายหน้าเป็นหลัก โดยการศึกษาของ ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี น่าสนใจมาก ซึ่งชี้ว่า ‘ระบบส่วย คือระบบที่ผู้มีอำนาจใช้ในการขูดรีดแรงงานข้ามชาติ’ บางส่วนกลับมองว่า ‘ส่วย’ เป็นต้นทุนทางภาคธุรกิจที่ต้องจ่าย นายจ้างไม่อยากให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ แต่ก็ยังอยากขูดรีด
ไทยไม่เคยรับรอง ‘สถานภาพผู้ลี้ภัย’ แม้จะมีการช่วยอย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่ยุคเขมรแดงก็ตาม
จากนั้น นายดนย์กล่าวถึง บทที่ 4 บทสัมภาษณ์คู่ขนานและข้อค้นพบ 5 ข้อ ได้แก่
ข้อค้นพบที่ 1 การคอร์รัปชั่นจะถูกตีความผ่านประสบการณ์ชีวิตประจำวันของแต่ละกลุ่ม
ข้อค้นพบที่ 2 การคอร์รัปชั่นต่อกลุ่มประชากรชายขอบมีลักษณะเป็นระบบ
ข้อค้นพบที่ 3 การคอร์รัปชั่นไม่สามารถเข้าถึงหลักฐานและไม่สามารถเอาผิดได้ แม้จะรู้ว่ามีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นแต่ไม่สามารถเข้าถึงหลักฐานได้ (การปกปิด)
ข้อค้นพบที่ 4 ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม เมื่อกฎหมายและระบบเป็นอุปสรรค การคอร์รัปชั่นนั้นหลีกเลี่ยงและต่อรองไม่ได้
ข้อค้นพบที่ 5 ความแตกต่างของมุมมองระหว่างกลุ่มคนชายขอบและหน่วยงานต่อต้านการทุจริต ภายใต้บรรทัดฐานของระบบราชการ
“บางกลุ่ม อย่างชาติพันธุ์ เราลงไปใช้ชีวิตด้วย 5 วัน คุยกัน ดูวิถีชีวิต ความเห็น ออกมาเป็นบทสัมภาษณ์ ที่มีทั้งฉบับภาษาไทยและอังกฤษ
อย่างกรณี ‘ผู้ค้าบริการทางเพศ’ เมื่อทำให้เป็นอาชญากรรม ทำให้เกิดการแทรกแซงทางอำนาจและผลประโยชน์มหาศาล ที่ไม่สามารถบอกได้ว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ?“
นายดนย์กล่าวถึง บทสัมภาษณ์ ความท่อนหนึ่งว่า ‘เราไม่ผิด กฎหมายต่างหากที่ผิด บังคับให้เราเป็นคนทำงานผิดกฎหมาย’ ‘ต้นตอของการทุจริต คือเงิน’ ความน่ากลัวคือเราไม่รู้ว่าใครได้รับประโยชน์จากเงินส่วยตรงนี้
รวมไปถึงความเห็นที่สะท้อนว่า เวลาไม่มีเงิน จะถูกทวงถามให้เอาร่างกายเข้าแลก เพื่อได้รับการยกเว้นบางอย่าง ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ด้วยการบีบโดบใช้อำนาจ มันเป็นทางที่ถูกบังคับ ไม่ใช่ทางที่เลือก
“รวมไปถึงความเห็นที่ว่า เรามีระบบคุ้มครอง และสุดท้ายฟังก์ชั่นไม่ทำงาน มีวิธีมากมายที่ทำให้กฎหมายบิดเบี้ยว แต่ยากที่จะตรวจสอบ ไม่สามารถบอกได้ว่า หน่วยงานนี้ กับหน่วยงานนั้น มีการสมประโยชน์กัน”
“ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือการคอร์รัปชั่น เช่น นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ระบบจะดันไปสู่ ‘การต่อรองผลประโยชน์’ สุดท้าย การเจราจาใช้เวลานานในศาลถึง 1-2 ปี ซึ่งทุกวันชีวิตของแรงงานมีความสำคัญในการหาเงิน แต่กระบวนการศาล ทำให้เขาอ่อนล้าอย่างมากในการเรียกร้อง รวมถึง ‘เงื่อนไข’ ที่บีบบังคับ แม้ไม่จำยอมก็ไม่สามารถต่อรองได้”นายดนย์เผย

นายดนย์ชี้ว่า อีกข้อที่น่าสนใจคือ การคอร์รัปชั่น เริ่มจากการ ‘พยายามทำให้ประชาชนขาดความรู้’ จนต้องจำยอมต่อการเจรจา
ส่วนในมุม ‘นักกิจกรรม’ สะท้อนภาพที่เห็นสังคม การโกง การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ จนก่อตัวเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่าง ‘ภาษี’ ที่เก็บไปแล้วแต่ไม่รู้ใช้อะไรบ้าง เขายกตัวอย่าง เหมือนการเอาเงินจากกระเป๋าสตางค์เราไปทีละบาท สองบาท จากหลายๆ คน รวมถึงการใช้กฎหมายปิดปาก (SLAPP) ก็เป็นส่วนหนึ่ง
กรณี ‘กลุ่มผู้ลี้ภัย’ ใช้คำว่า กฎหมาย มันคือใบอนุญาตเพื่อใช้ขโมย เขาสามารถขูดรีดเมื่อไหร่ก็ได้ ด้วยความบกพร่องทางศีลธรรม และการใช้อำนาจในทางที่ผิด
สำหรับ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ให้นิยามคอร์รัปชั่นว่า คือปรากฎการณ์สร้างความหวาดกลัว เลือกปฏิบัติและแบ่งแยก อย่างประเด็น ‘นายทุนแย่งที่ดิน’ ไม่มีเอกสารสิทธิ์คุ้มครอง รัฐไม่ได้มองพวกเขาเป็นส่วนหนึ่ง ทำให้นายทุนรู้ว่าจะมาเอาเปรียบเขาได้อย่างไรในเชิง ‘พื้นที่’
นายดนย์กล่าวถึง เหตุการณ์ที่ทำให้เห็นการค้นพบ อย่าง พนักงานบริการ ที่รู้ ‘ระบบส่วย’ ซึ่งการขูดรีดเองก็มีการคำนวณด้วยว่า ควรเก็บเท่าไหร่ ให้เรายังอยู่ได้และเขาได้ประโยชน์ ยิ่งเสี่ยงมากก็ยิ่งจ่ายเยอะ
นายดนย์เผยว่า แรงงาน มีกระบวนการ ‘นายหน้า’ เข้ามา ทำให้ไม่สามารถร้องเรียนไปกับบริษัทโดยตรงได้ เหมือนไม่ได้จ้างตรงกับบริษัท ทำให้ขาดสวัสดิการบางอย่างด้วย, ในมุมผู้ลี้ภัย บางส่วนยอมจ่ายส่วยเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในประเทศไทย, กลุ่มชาติพันธุ์ ในการยึดพื้นที่ ซึ่งมักจะมาเป็นกลุ่ม มีการสมประโยชน์กัยเพื่อแย่งยึดพื้นที่
ข้อค้นพบที่ 3 คือ การคอร์รัปชั่น ไม่สามารถเข้าถึงหลักฐานได้ เนื่องจากรู้วิธีปกปิด ให้ไม่สามารถเอาหลักฐานไปชี้แจง เพื่อเอาผิดได้ ผ่านการไม่ได้จ่ายให้เจ้าหน้าที่โดยตรง แต่มีนายหน้า ที่ไปดีลเจ้าหน้าที่ อีกที
“มีเพื่อนผมเป็นคนพม่า ไม่รู้จะเข้าประเทศไทยยังไงได้บ้าน มีคนบอกว่า ให้จ่ายคนนี้ สุดท้ายเขายอมจ่าย แล้วได้ผลบัตรเข้าประเทศเลย” นายดนย์ระบุ
ข้อค้นพบที่ 4 ‘เมื่อกฎหมายเป็นอุปสรรค การคอร์รัปชั่นหลีกเลี่ยงและต่อรองไม้ได้’ เช่น แรงงานข้ามชาติ ระบบบัตรชมพู หรือยอมจ่ายตำรวจ เพื่อให้ไม่ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง และขาดสิทธิในการต่อรองโดยชอบธรรมไปโดยปริยาย
ข้อค้นพบที่ 5 บรรทัดฐานของระบบราชการ รู้สึกว่ า กลไกรัฐที่มีอยู่ไม่ได้ Protect เขา ไม่สามารถช่วยเหลือได้จริง ซึ่งพวกเขามองว่า การจัดการที่ดีที่สุดต่อการทุจริต คือ ‘การแก้ไขในทันทีตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ’

“หลายๆ ครั้งการตั้งด่าน สามารถเก็บเงินค่าปรับ จากพี่ๆ แรงงานข้ามขาติได้ ว่าคุณทำผิดกฎหมายจราจรข้อนี้ๆ จากความไม่รู้ทำให้เขายอมจ่าย แต่การลงไปอบรม ทำให้เข้ารู้กฎหมายจราจร มันคือการแก้ไขที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ เนื่องจากกฎหมายและเจ้าหน้าที่ไม่ protect เราเลย เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เอาเปรียบได้” นายดนย์กล่าว และว่า
สุดท้ายเรื่องเหล่านี้ ทำให้ประชาชนมองรัฐเปลี่ยนไป ซึ่งยังโยงไปถึงอำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการ บริการ ทั้งระบบด้วยซ้ำว่า ไม่สามารถคุ้มครองเราได้ ด้วยความไม่เชื่อใจ ที่เกิดขึ้นในหลายกลุ่มพร้อมๆ กัน
”ข้อสรุป คือ การคอร์รัปชั่น เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ทางตรง หรืออ้อมก็ได้ มีการแสวงหาผลประโยชน์แบบขูดรีด บังคับให้จ่าย ด้วยเงิน สิ่งของ หรือร่างกาย มันมีอิทธิพลทางอำนาจที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งโครงสร้างนี้ใหญ่มาก คือ คำนิยาม ที่ได้จากการทำงานกับประชาชนหลายกลุ่ม“
นายดนย์กล่าวว่า คนทำเรื่องนี้ต้องฉลาดมาก รู้หลักกฏหมาย จริยธรรม และปกปิดหลักฐานและตัวตน โดยที่เราไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ผลประโยชน์ทั้งหมดไปตกที่ใคร ไม่สามารถประเมินได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่า เป็นคอร์รัปชั่นใหญ่ขนาดไหน (Grand corruption)
นายดนย์กล่าวถึง ข้อเสนอ ได้แก่
1.แก้ไขสภาพความเปราะบาง จะช่วยลดการทุจริตอย่างเป็นระบบ
2.แก้ไขการรับรู้ของคนทั่วไป ว่าเราไม่มีเจ้าหนาที่เก็บส่วย เพราะเป็นการขูดรีด ต้องแก้ไขเชิง Social norm
3.ควรสร้างนวัตกรรมทางสังคมใหม่ๆ มองลึกลงไปว่า กลุ่มไหนต้องแก้ไขอย่างไรเป็นพิเศษ ต้องเข้าใจในความลึกซึ้งที่แตกต่าง ของแต่ละปัญหา โดยใช้การรับฟังเป็นรากฐาน

“สุดท้าย เราจะขยายโครงการไปยัง กลุ่มประชากรอื่นๆ รวมถึง เขียนรายงาน UPR ไปที่สหประชาชาติ (UN) อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นเรื่องดีมากถ้าหากสามารถทำการวิจัย ผลเสียในเชิงเศรษฐกิจได้ ว่าเราสูญเสียผลประโยชน์ทางภาษี ไปเข้ากระเป๋าใครเท่าไหร่, รวมถึงอาจจะศึกษาเชื่อมกับองค์กรอื่นๆ ให้ได้แนวคิดที่กว้างขึ้น, สนับสนุนบทบาทของภาคประชาชน และรณรงค์กับสาธารณะต่อไป” นายดนย์กล่าว

