เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม เวลา 13.00 น. ที่โรงเรียนราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ร่วมมือกับผู้บริหารทีม Google for Education แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Digital Classroom for Learning” และส่งมอบ Chromebooks ล็อตใหญ่ยกระดับห้องเรียนแบบ Next Level
โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดโครงการ ร่วมด้วย นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, Stuart Miller หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google for Education ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, รองศาสตราจารย์ ดร.ประกอบ กรณีกิจ และศาสตราจารย์ ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

นายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญมาก สำหรับการลดความเหลื่อมล้ำในกรุงเทพมหานคร เรามอง 2 เรื่อง คือ เรื่องการศึกษากับ เรื่องสาธารณสุข
“ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่มันคือวิธีการแก้ปัญหาของประเทศชาติในอนาคต และเรื่อง Digital เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่ามันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ เล่าต่อว่า ทุกอย่างเป็นดิจิทัลหมดแล้ว ทุกคนใช้มือถือหมดแต่การศึกษายังเป็นหนังสือแบบเรียน มันเปลี่ยนได้แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะเราไม่สามารถเอาเด็กมาเป็นหนูทดลองได้ ฉะนั้นกระบวนการต้องมีการทำงานอย่างเป็นระบบ
“ขอบคุณทางคณะครุศาสตร์ที่ช่วยกรุณามาทำให้การเปลี่ยนแปลงของเราเป็นไปตามหลักวิชาการ และมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ เพราะว่าช่วงชีวิตเด็กแต่ละปี แต่ละเทอม ไม่สามารถให้เขามาลองผิดลองถูก และสุดท้ายเหมือนว่าเขาเสียช่วงเวลาไป ก็ต้องทำด้วยความรอบคอบ วันนี้ก็ถือเป็นอีกตัวหนึ่งที่แสดงถึงความสำเร็จ“ นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ต่อมานายศานนท์ อธิบายว่า หัวใจของกทม. คืออยากทำให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของเขาเอง ไม่ใช่การเรียนรู้เป็นของครู เราต้องทำให้เด็กเขารู้สึกว่าเขาอยากจะโตขึ้นไปเป็นแบบที่เขาอยากจะเป็น และหนึ่งในสิ่งที่ทดลองแล้ว คือ การเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในห้องเรียนซึ่งจากการทดลองในหนึ่งห้องเรียนที่เป็นนักเรียนในห้องธรรมดา 29 คน จากโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ พบว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กและคุณครูเป็นไปในแนวโน้มที่ดีขึ้น จึงนำไปสู่การขยายในหลายๆโรงเรียน ร่วมกับกูเกิล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“องค์ประกอบสำคัญ คือ การพัฒนาคุณครูให้ใช้อุปกรณ์ และต้องมีอุปกรณ์ ทางด้านเทคโนโลยี ไวไฟ ดาต้า ที่พร้อม เราต้องมีหลักสูตร แนวทางการสอนที่จะสามารถนำเทคโนโลยีมาบูรณาการได้ และสุดท้ายเราต้องมีแพลตฟอร์ม ดาต้า เพื่อรวมข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งหมด

วันนี้เป็นวันที่ผมดีใจมาก เราทำงานกันมานาน เราไม่เคยให้เงินกูเกิลเลยสักบาท แต่กูเกิลก็เข้ามาช่วยตลอด และอย่างที่ท่านผู้ว่าบอกว่าเรายืนบนไหล่ยักษ์ เราไม่ต้องคิดอะไรใหม่ เราไปเรียนรู้จากคนที่เก่งแล้วมาพัฒนากทม.เรา” นายศานนท์ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ โครงการ “Digital Classroom for Learning” ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มขยายผลครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 347 แห่ง เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เท่าเทียม ลดช่องว่างทางการศึกษา และพัฒนาทักษะดิจิทัลให้เด็กและเยาวชน พร้อมรองรับโลกอนาคตอย่างยั่งยืน


