หน้าแรก ในประเทศ กุลลดา ย้อนปว...

กุลลดา ย้อนปวศ. ชาตินิยม ไล่อ่านเอกสาร ฝรั่งก็วิจารณ์การเมืองไทย ‘ปชช.ไม่มีส่วนร่วม’ มองปรากฏการณ์ทักษิณ ชี้เจนใหม่ แสงสว่างปลายอุโมงค์

9.12.25 | 16:06 น.

เสวนาคึก รำลึก เบน แอนเดอร์สัน รศ.ดร.กุลลดา ชี้ ฝรั่งวิจารณ์การเมืองไทย ‘ประชาชนไม่มีส่วนร่วม’ มองปรากฏการณ์ทักษิณ ทำคนเข้าใจ ‘การเมืองสำคัญต่อความเป็นอยู่’ ชี้ คนรุ่นใหม่แสงสว่างปลายอุโมงค์

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม เวลา 13.30 น. ที่หอประชุม ชั้น 4 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม “เสวนารำลึกหนึ่งทศวรรษผ่านไป หวนรำลึกถึงชีวิตไกลกะลาของ อ.เบน แอนเดอร์สัน” Benedict Richard O’Gorman Anderson (August 26, 1936 – December 13, 2015) โดยมีผู้ร่วมวงเสวนา ได้แก่ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียน ‘ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย’, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ผู้เขียน ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้ จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ และ ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย ดำเนินรายการโดย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

 

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.กุลลดา กล่าวว่า สิ่งที่ อ.เบน ให้ความสนใจเรียกว่า Official nationalism และ Popular nationalism ซึ่งมันแยกจากกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ Official national เป็นความพยายามปกป้องรักษาสิ่งที่ระบบเป็นอยู่ ในขณะที่ Popular nationalism คือการรวมตัวของความคิด กลุ่มคน ที่อยากเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นอยู่

Advertisement

“จุดนี้เป็นคุณูปการของ อ.เบน ที่สำคัญมาก ทำให้เข้าใจว่าเราคงจะต้องเข้าไปดูเรื่องระบบการศึกษาว่า รัฐพยายามจะปลูกฝังลัทธิชาตินิยมแบบไหน หรือด้วยวัตถุประสงค์อะไร เรื่องนี้สำคัญมาก” รศ.ดร.กุลลดากล่าว

รศ.ดร.กุลลดากล่าวต่อไปว่า ‘ลัทธิชาตินิยม’ ที่บทเรียนบอกเราคือ คนไทยจะต้องรู้ตัวว่า ตอนนี้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับลัทธิชาตินิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ทำให้เข้าใจว่าเรื่องของ Official nationalism ก็เป็นการตอบคำถามของแต่ละยุคสมัย และมีการสร้างสรรค์เนื้อหา ลัทธิชาตินิยมให้แตกต่างกันไปตามยุค

ซึ่งตอนที่ตนเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์ ก็สะดุดกับปรากฏการณ์ 1980s ซึ่งมีการฟื้นฟูลัทธิชาตินิยมขึ้นมาใหม่ เราก็ลองกลับไปดูต้นตอว่าเป็นอะไร อยู่ที่ไหน ตนเริ่มต้นอ่านเอกสาร ตั้งแต่ รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 3 ใหม่ ทำให้เข้าใจว่า ตัวที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ ‘ลัทธิอาณานิคม’ แต่เป็นการสร้าง ’โครงสร้างใหม่’ ที่จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรัชสมัยก่อนหน้านั้น คือ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู ทั้งนี้ ตนพบด้วยว่า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตามสนธิสัญญาเบาว์ริ่งนั้น ไปอยู่ในมือของ ‘ขุนนางคนสำคัญ’ ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้มีการทำสนธิสัญญาดังกล่าว

รศ.ดร.กุลลดา ชี้ให้เห็นถึงที่มาของ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง ขุนนางคนสำคัญ

“บุนนาคผู้พี่ กับบุนนาคผู้น้อง ที่มีฐานเศรฐกิจที่ไม่เหมือนกัน เป็นที่มาของการมีกลุ่มการเมือง ที่เป็น 3 กลุ่ม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ หัวใจของปัญหาอันหาหนึ่งที่ต้องจัดการให้ได้ คือ ปลดปล่อยไพร่ การเลิกทาส ไม่ใช่เพราะไปเห็นตะวันตกไม่มีทาส เราก็ต้องไม่มีบ้าง แต่เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ที่มองว่า ประเทศไทยจะสามารถเป็นผู้ผลิตที่สำคัญให้กับตลาดโลกได้ ถ้าเราปลดปล่อยแรงงานของเราให้เป็นอิสระ ให้เขาถือจอบ เสียม ออกไปบุกเบิกที่ทำกิน แล้วกลายเป็นชาวนา ที่ผลิตข้าวให้กับประเทศไทย” รศ.ดร.กุลลดากล่าว และว่า ข้อมูลที่ตนสืบค้นไปถึงขั้นนี้ ก็ล้วนเกิดจากแรงบันดาลใจใน ผลงานที่ อ.เบน ได้ศึกษาไว้

รศ.ดร.กุลลดากล่าวด้วยว่า เราเห็นปรากฏการณ์ Popular nationalism เป็นครั้งแรกคือในกรณี ‘กบฏ ร.ศ.130’ ซึ่งเป็นต้นตอของการเปลี่ยนแปลง ในปี 2475 แต่จริงๆ ความคิดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว หากดูจากบทบาทของ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์

นอกจากนี้ รศ.ดร.กุลลดา กล่าวว่า ในเมืองไทย มีคนจำนวนน้อยมากที่มีส่วนร่วม แต่ก็เป็นพลังสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก คือ การถ่ายเทอำนาจอธิปไตย มาสู่ ชาติ ประชาชน แต่กระบวนการถ่ายเทอำนาจนี้ เราอยู่จุดไหน เป็นคำถามที่เราต้องตอบ เพราะเรายังไม่มี Popular nationalism ที่เป็นขบวนการอย่างในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ สามารถขับไล่ เจ้าอาณานิคมออกไปได้ แต่ตนอยากบอกว่า เราก็อยู่ในกระบวนการที่จะก่อให้เกิด Popular nationalism ในอนาคตอันใกล้ หรืออันไกล ตอบไม่ได้ แต่ก็พอจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้

มีคนจำนวนน้อย ที่คิดว่าเราคงต้องเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ทำให้ Popular nationalism ประสบความสำเร็จใน 2475 ก็เป็น ชนชั้นกระฎุมพี ข้าราชการ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยมากในสังคม เราไม่มี Popular Support อะไรเลย จากที่ดิฉันไล่อ่านเอกสารมา ฝรั่งก็วิจารณ์เมืองไทยมาตลอดว่า ประชาชนไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง

ดังนั้น ก็อาจจะบอกได้ว่า ปรากฏการณ์ที่ Break through เป็นปรากฏการณ์ของคุณทักษิณ ที่คนเริ่มมองเห็นว่า การเมือง มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด Popular nationalism ซึ่งในตอนนี้ คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ดิฉันเรียกว่า แสงสว่างในปลายอุโมงค์” รศ.ดร.กุลลดากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ รศ.ดร.กุลลดากล่าวจบ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พิธีกรชื่อดัง กล่าวแซว รศ.ดร.กุลลดา ด้วยอารมณ์ขันว่า

“ดีใจที่อาจารย์เห็นแสงสว่าง เพราะผมนี่อายุน้อยกว่าอาจารย์ แต่รู้สึกว่าตอนนี้ผมเริ่มคิดว่า จะตายก่อนประเทศจะมีนายกฯ จากการเลือกตั้งหรือเปล่าแล้ว” นายศิโรตม์กล่าว โดย รศ.ดร.กุลลดา ร่วมส่งเสียงหัวเราะ