นักวิชาการ มศว ย้ำเบื้องลึกไทย-กัมพูชา ปม ทุนเทาสแกมเมอร์ถูกกวาดล้าง ชี้ ต้องตัดวงจรสกปรกจากไฟสงคราม เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตประชาชน
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) วิเคราะห์ถึงกรณีความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เสียงปืนที่ดังขึ้นตามแนวชายแดน แต่คือ เส้นเลือดทางการเงิน ที่หล่อเลี้ยงความตึงเครียดนี้ให้ดำรงอยู่ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายทุนสีเทา ทุนสแกมเมอร์ คาสิโนผิดกฎหมาย หรือกลุ่มธุรกิจมืดที่โยงใยกับการเมืองระดับตระกูล สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นเครื่องยนต์จริงของสงคราม ที่ต้องถูกหยุดให้ได้อย่างเป็นระบบ
“การเมืองที่อ่อนแอ มักใช้สงครามเพื่อยืดอายุของอำนาจ” เมื่อเสถียรภาพภายในกัมพูชาสั่นคลอน ไม่ว่าจะจากแรงกดดันก่อนการเลือกตั้ง หรือการถูกจับตาเรื่องการฟอกเงินและเครือข่ายสแกมเมอร์ การปะทุชายแดนก็กลายเป็นเครื่องมือเรียกศรัทธาที่ถูกหยิบมาใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า การสร้างศัตรูภายนอกเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการรวมคน แต่ต้นทุนกลับตกอยู่กับประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใด ๆ ทั้งสิ้น
ขณะที่รศ.ดร.ศิพิมพ์ มองว่า “ถ้าอยากทำลาย ต้องฆ่าให้ตายในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ใช่จากไฟสงคราม” เพราะไทยมีศักยภาพมากพอที่จะกดทับความสกปรกทางการทูตของกัมพูชาได้ ตั้งแต่การเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการทางการเงินเพื่อปิดทางฟอกเงินดำเนินมาตรหนักทางการเศรษฐกิจ มาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) การปิดช่องการเงินระหว่างประเทศ ใช้กลไก WTO / FTA / AEC กดดัน ไปจนถึงการทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงจนทุนสีเทาไม่มีที่ยืน การใช้อำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศเหล่านี้มีพลังมากกว่าอาวุธใด ๆ และสามารถทำให้โครงสร้างที่เลี้ยงความตึงเครียดพังทลายลงโดยไม่เสียเลือดเนื้อของประชาชนแม้แต่หยดเดียว
“ความแข็งแกร่งของประเทศ ไม่ได้วัดที่กำลังปืน แต่วัดที่ใครพึ่งพาใครมากกว่า” หากไทยสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใสและแข็งแกร่งกว่าเดิม ทำประเทศให้เป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ชนชั้นนำฝั่งตรงข้ามจะไม่กล้า ใช้สงครามเพื่อเล่นการเมือง เพราะต้นทุนจะสูงกว่าผลลัพธ์ การทำให้เขาพึ่งพาเรา แทนที่เราต้องหวั่นไหวต่อเขา นี่คือชัยชนะที่แท้จริงในยุคที่เศรษฐกิจเป็นอาวุธ
ทั้งนี้ รศ.ดร.ศิพิมพ์ ยังระบุว่า อย่าปล่อยให้สงครามสกปรก มีอำนาจเหนือชีวิตของคนธรรมดา เพราะความขัดแย้งชายแดนไม่ได้ทำร้ายเพียงเศรษฐกิจ แต่ทำลายชีวิตจริงของผู้คน ครอบครัวที่ต้องอพยพ โรงเรียนที่ต้องปิด เด็กที่ไม่เข้าใจว่าตัวเองหนีอะไร ทหารที่ต้องตายจากความผิดพลาดของผู้นำ นี่คือราคาที่ไม่ควรมีประชาชนคนใดต้องจ่ายเพื่อรักษาอำนาจหรือคะแนนนิยมของรัฐบาลใด ๆ ทั้งสิ้น
“ถ้าจะฆ่า ให้ฆ่าวัฏจักรสงครามที่ทำให้ประชาชนต้องเป็นเหยื่อ สิ่งที่ต้องตาย ไม่ใช่ชีวิตคน แต่คือ ระบบที่ใช้ชีวิตคนเป็นเบี้ย ต้องฆ่าเครือข่ายทุนสกปรก ต้องฆ่าการทูตสกปรก ต้องฆ่าวงจรชาตินิยมจอมปลอมที่จุดขึ้นเพื่อปกปิดความล้มเหลวของรัฐบาล เพราะเมื่อเราทำลายรากเหง้าของอำนาจสกปรกได้ ความสงบจะเกิดขึ้นเองโดยที่ไม่ต้องยิงแม้แต่นัดเดียว”รศ.ดร.ศิพิมพ์ กล่าว

