หน้าแรก ในประเทศ อรอนงค์ เชื่อ...

อรอนงค์ เชื่อทฤษฎี ‘ชุมชนจินตกรรม’ เหตุเกิดจากอินโดฯ อ.เบน ถูกแบน หันศึกษาไทย-ฟิลิปปินส์

11.12.25 | 18:18 น.

อรอนงค์ เชื่อทฤษฎี ‘ชุมชนจินตกรรม’ เหตุเกิดจากอินโดฯ อ.เบน ถูกแบนเข้าประเทศ 26 ปี หันศึกษาไทย-ฟิลิปปินส์

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม เวลา 13.30 น. ที่หอประชุม ชั้น 4 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม “เสวนารำลึกหนึ่งทศวรรษผ่านไป หวนรำลึกถึงชีวิตไกลกะลาของ อ.เบน แอนเดอร์สัน” Benedict Richard O’Gorman Anderson (August 26, 1936 – December 13, 2015)

โดยมีผู้ร่วมวงเสวนา ได้แก่ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เขียน ‘ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย’, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ผู้เขียน ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้ จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ และ ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย ดำเนินรายการโดย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.อรอนงค์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เนื่องจากตนทำประเด็นอินโดนีเซีย จึงขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัว ที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์โดยตรง แต่เป็นลูกศิษย์ของลูกศิษย์ อ.เบน อีกที แต่มีครั้งหนึ่งที่รู้สึกประทับใจ เราขึ้นเวทีแล้วรู้สึกว่าพูดได้ไม่ดี ก็ไปนั่งซึมๆ อยู่ อาจารย์เดินมาให้กำลังใจ บอกว่าพูดได้ดีมาก เป็นจุดที่ทำให้รู้สึกประทับใจที่ อ.เบน สนใจคนตัวเล็ก

Advertisement

 

โดยส่วนตัวแล้วพื้นเพของ อ.เบน เป็นคนข้ามชาติ ข้ามวัฒนธรรม เกิดที่จีนและไปเติบโตหลายประเทศ โดยไปเสียชีวิตที่อินโดนีเซีย

จากนั้น เล่าเกร็ดเล็กๆ กล่าวคือ อ.เบน มีความสนใจอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องเสรีภาพทางการเมือง และความยุติธรรมทางสังคม โดยรู้สึกว่าอังกฤษและอเมริกาน่าเบื่อ ก็เลยไปหาที่ๆ อยากจะลงฟีลด์ ทำธีสิส ป.เอก ซึ่งที่ๆ เลือก คือ อินโดนีเซีย อาจจะเนื่องจากเหตุผล ไม่ไกลจากที่เกิดมากนัก

 

“แพลนแค่ปีเดียว แต่ไปๆ มาๆ อยู่ถึง 3 ปี คือช่วง 1961 ที่สามารถอยู่ได้นาน เนื่องจากค่าเงินรูปเปีย ตก จึงอยู่ได้นานขึ้น”

โดย ผศ.ดร.อรอนงค์ เผยว่า อ.เบน โฟกัสที่ขบวนการเยาวชน และเป็นเยาวชนฝ่ายซ้ายตามที่ อ.เบนถนัดและชอบ กล่าวคือ ศึกษาเรื่องที่ไม่ใช่ Actor สำคัญในตอนนั้น อย่าง ซูฮาร์โต (ประธานาธิบดี) หรือผู้นำ ระดับบิ๊กของประเทศ ในปีเดียวกันนั้น ก็ได้เขียงานออกมา เรื่องเกี่ยวกับพาวเวอร์ในชวา Java in the Time of Revolution ซึ่งมีการตีพิมพ์ในอีกหลายเล่ม

“จะเห็นได้ว่า อ.เบน ใช้คอนเซ็ปต์เรื่องอำนาจ (Power) ในการพูดถึง ทั้งในไทยและอินโดนีเซีย โดยระบุว่าไม่เหมือนกับอำนาจในยุโรป อำนาจของชวา ดูเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม และเหมือนมีอำนาจในตัวเอง สามารถถ่ายทอด หรือแย่งชิงกันด้วย และมันไม่แคร์ความชอบธรรม สามารถไปหาตามอ่านได้” ผศ.ดร.อรอนงค์ ชี้

 

ผศ.ดร.อรอนงค์กล่าวต่อว่า ข้อที่ตนอาจจะเห็นต่างแต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน คือ อยากจะคิดว่า Imagine Community (1983) หรือ ชุมชนจินตกรรม อาจจะมาจากอินโดฯ และบทต่างๆ ทั้งภาษา เรื่องต่างๆ ถ้าเกิดอ่าน ในฐานะที่เป็นคนทำเรื่องอินโดนีเซีย ก็จะรู้สึกว่านี่มันอินโดฯ แต่อาจจะผิดก็ได้

รวมถึง หลังจากนั้น อ.เบน ก็มีงานออกมามากมาย อย่างงานที่สำคัญมากๆ คือ Language and Power : Exploring Political Culture in Indonesia (1990) ที่พูดถึงวัฒนธรรมการเมืองในอินโดฯ รวมถึง อ.เบน ยังมีคุณูปการอย่างมากในด้าน อินโดฯ ศึกษา รวมทั้งในเมกาฯ และภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งคนที่สนใจต้องเคยอ่าน ‘วารสาร Indonesia’ ตั้งแต่ปี 166 ซึ่ง อ.เบน ก็เคยเป็นบรรณาธิการด้วย

ซึ่งต้องบอกว่า ถ้า อ.เบนไม่ถูกห้ามเข้าอินโดนีเซีย ก็อาจจะไม่มีงานที่เกี่ยวข้องกับไทยและฟิลิปปินส์ มากขนาดนี้ก็ได้ คือ อ.เบน รักอินโดฯ อย่างยิ่งเลย แต่เคยถูกแบนห้ามเข้าประเทศถึง 26 ปี จากการเขียนงานชิ้นนี้ A Preliminary Analysis of the October 1, 1965 Coup in Indonesia (1966) ซึ่ง Ben Anderson ร่วมกับ Ruth McVey เขียน

“ปลายปี 1965 เกิดโศกนาฏกรรมทางการเมือง ที่มีกลุ่มขนบวนการต้องการยึดอำนาจ ลุกขึ้นมาจับนายทหารคนสำคัญไปสังหารทิ้งอย่างอุกอาจ แต่ขบวนการนั้นล้มเหลว ซูฮาร์โต นำกองกำลังมาปราบได้ แล้วก็กล่าวหาว่า พรรคคอมมิวนิสต์อินโดฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน อ.เบน กับ แมคเวย์ ก็ร่วมกันเขียนรายงานชิ้นนี้ขึ้นมา ออกมาปลาย มี.ค. 1966 ซึ่งมีการพยายามดึงอำนาจกันคืนระหว่าง ซูฮาร์โต กับ ซูการ์โน ผลจากการเผยแพร่สิ่งนี้ ที่ตอนหลังถูกเรียกว่า Cornell Paper ทำให้ อ.เบน ถูกแบนไม่ให้เข้าอินโดฯ ตั้งแต่ปี 1972 เป็นเวลา 20 กว่าปี จนกระทั่งซูฮาร์โต หมดอำนาจ ราวปี 1998” ผศ.ดร.อรอนงค์กล่าว และว่า

อ.เบน มองว่า ความรู้สึกเศษซากศักดินา ยังไม่หายไป คนอินโดฯ มักเรียกคนที่เป็นฝรั่งว่า ‘ตวน’ (นายท่าน) ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ดูยกย่องเกินเหตุ ซึ่ง อ.เบน บอกว่า ให้เรียกว่า บูเล (Bulai) สัตว์เผือก ดีกว่า ซึ่งแปลว่า ฝรั่งธรรมดา

จากนั้น ผศ.ดร.อรอนงค์ ยังกล่าวถึงการเลคเชอร์ครั้งสุดท้าย ของ อ.เบน ในการเปิดตัวหนังสือ ภายใต้ธง 3 ผืน (Under Three Flags) พูดถึงฟิลิปปินส์ เนื่องจากอินโดฯ ไม่ให้เข้าประเทศ อ.เบน จึงหันมาสนใจทั้งไทยและฟิลิปินส์ ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือเพื่อเลคเชอร์ในหัวข้อ ‘ลัทธิอนาธิปไตยและลัทธิชาตินิยม’ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2015 ซึ่งเป็น 3 วันก่อนที่จะเสียชีวิต

โดย อ.เบน พูดถึง ‘ลัทธิอนาธิปไตย’ ตั้งแต่ยุคปฏิวัติฝรั่งเศส จนถึงช่วง 2015 พร้อมชี้ว่า ‘นักอนาธิปไตย มักถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกชอบก่อความวุ่นวาย ไม่มีการศึกษา ชอบใช้ความรุนแรง’ ซึ่ง อ.เบน บอกว่า การพูดแบบนี้ทำให้ความรุนแรงที่รัฐก่อขึ้น ดูเบาลงไปเลย ทั้งที่จำนวนและรูปแบบความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐนั้น มันมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ทำไมไม่มีใครไปตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ก่อความรุนแรง

อ.เบน ยังกล่าวด้วยว่า ในอดีตนั้น อนาธิปไตย ต่อต้านจักรวรรดินิยมและบอบศักดินา แต่ในปัจจุบันสิ่งที่ต่อต้านคือ ‘ลัทธิทุนนิยมโลก’ โดยยังปิดท้ายด้วยว่า ตราบใดที่ยังมีความรุนแรงและความโกรแค้น ลัทธิอนาธิปไตย ก็ยังคงดำรงอยู่ ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตช่วงลมหายใจสุดท้าย ที่ประเทศอินโดนีเซีย

เมื่อพิธีกรถามถึงข้อสงสัยที่คาใจมานานว่า เหตุใด อ.เบน จึงหันมาศึกษาเรื่อง อนาธิปไตย ?

ผศ.ดร.อรอนงค์กล่าวว่า อาจจะด้วย อ.เบน สนใจขบวนการของคนรุ่นใหม่ เยาวชน คงเห็นว่าใน 10 ปีให้หลัง ส่วนใหญ่ที่ออกมาเคลื่อนไหว เป็นเยาวชน แล้วอาจจะถูกมองว่าเป็น อนาธิปไตย