หน้าแรก ในประเทศ เปิดรายงาน &#...

เปิดรายงาน ‘จุดแข็ง-อ่อน’ หลักนิติธรรมไทย ชี้ความมั่นคง แข็งแกร่ง สวนทาง ‘โปร่งใส’

18.12.25 | 10:45 น.

เปิดรายงาน ‘จุดแข็ง-อ่อน’ หลักนิติธรรมไทย ชี้ความมั่นคง แข็งแกร่ง สวนทาง ‘โปร่งใส’

วันนี้ (18 ธันวาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้ร่วมกับWorld Justice Project (WJP) เปิดตัวรายงาน “สถานการณ์หลักนิติธรรมในประเทศไทย” (The Rule of Law in Thailand: Key Findings from the General Population Poll 2025) รายงานเชิงลึก หรือ Country Report ของประเทศไทย ในงาน Thailand’s Rule of Law Landscape: Transforming Insights into Impact

ดร.ศรีรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก WJP กล่าวว่า รายงานคะแนนดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมโลกเป็นงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก โดยทำการวิจัยใน 143 ประเทศ เป็นผลคะแนนที่ได้มาจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ (Qualified Respondents’ Questionnaires – QRQs) มากกว่า 4,000 คน และผลการสำรวจความคิดเห็นและประสบการณ์ของประชาชนทั่วไป (General Population Poll: GPP) ที่มีผู้ร่วมทำแบบสำรวจมากกว่า 2.15 แสนครัวเรือน โดยทำการสำรวจใน 8 ปัจจัยหลัก 1.การจำกัดอำนาจรัฐ 2.การปราศจากคอร์รัปชัน 3.การมีระบบรัฐบาลเปิด 4.สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน 5.ระเบียบและความมั่นคง 6.การบังคับใช้กฎหมาย 7.กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง 8.กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และแบ่งออกเป็น 44 ปัจจัยย่อย

ดร.ศรีรักษ์ กล่าวว่า ข้อค้นพบสำคัญจากคะแนนหลักนิติธรรมไทย (Rule of Law Index) คะแนนหลักนิติธรรมไทย “คงที่” อยู่ในระดับกลาง แต่ยังต่ำกว่าเฉลี่ยโลก ผลสำรวจดัชนีหลักนิติธรรม (WJP Rule of Law Index) ประจำปี 2568 ระบุว่า คะแนนรวม 0.50 คะแนนของประเทศไทยถือว่าเป็นระดับกลางๆ และคะแนนยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 0.55 คะแนน ส่วนสถานการณ์ในระดับภูมิภาคอาเซียน ไทยรั้งอยู่ในอันดับที่ 4 โดยยังคงตามหลังประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ (อันดับ 16) มาเลเซีย (อันดับ 56) และอินโดนีเซีย (อันดับ 69) แม้จะมีคะแนนที่ดีกว่าเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา นอกจากนี้ คะแนนของไทยยังคงมีช่องว่างห่างจากค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออก แปซิฟิก และเอเชียใต้ (0.59) โดยอยู่ในอันดับที่ 12 จาก 21 ประเทศ

Advertisement

“โดยสรุปแล้ว จาก 44 ปัจจัยย่อย ประเทศไทยทำคะแนนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยกลางของโลกและภูมิภาคเอเชียตะวันออก แปซิฟิก และเอเชียใต้ 6 ปัจจัยย่อย ได้แก่ ฝ่ายตุลาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิผล เจ้าหน้าที่รัฐในฝ่ายตุลาการไม่ใช้ตำแหน่งราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การประกันเสรีภาพในความเชื่อและศาสนา การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งในราคาที่สามารถจ่ายได้ กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งที่ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน และกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งที่ปลอดจากอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาล” ดร.ศรีรักษ์ กล่าว

ดร.ศรีรักษ์ กล่าวว่า ส่วนปัจจัยย่อยที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และค่าเฉลี่ยกลางของภูมิภาคฯ มีมากถึง 32 ปัจจัย โดยมี 12 ปัจจัย ที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกและภูมิภาคมากกว่า 10% ได้แก่ องค์กรอิสระตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิผล (-15%) การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นไปตามกฎหมาย (-18%) เจ้าหน้าที่รัฐในองค์กรตำรวจและทหารไม่ใช้ตำแหน่งราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว (-13%) เจ้าหน้าที่รัฐในฝ่ายนิติบัญญัติไม่ใช้ตำแหน่งราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว (-10%) การประกันสิทธิในชีวิตและความมั่นคงปลอดภัยของบุคคล (-16%) การใช้กฎหมายและการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายปราศจากอิทธิพลอันมิชอบ (-11%) กระบวนการของฝ่ายบริหารยึดหลักเคารพสิทธิของประชาชนโดยการใช้อำนาจต้องมีกฎหมายรองรับและปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด (-16%) รัฐบาลไม่ดำเนินการเวนคืนโดยปราศจากกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายและการจ่ายค่าทดแทนที่เพียงพอ (-10%) การบังคับคดีในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งมีประสิทธิผล (-16%) กลไกการระงับข้อพิพาททางเลือกที่เข้าถึงได้ มีประสิทธิผล และเป็นกลาง (-16%) ระบบราชทัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการปรับพฤตินิสัย (-14%) กระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลาง (-15%)

ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก WJP กล่าวว่า ตัวเลขงานวิจัยนั้น เป็นข้อมูลที่ช่วยให้สามารถรปรับปรุงสถานการณ์หลักนิติธรรมของประเทศไทย และมีข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ดีที่ภาคเอกชนและประชาสังคมในประเทศเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักนิติธรรม แต่ภาครัฐยังคงต้องเป็นผู้นำขับเคลื่อนหลักนิติธรรม

“ภาครัฐต้องเป็น main driver ของหลักนิติธรรม ต้องสร้างพันธมิตรและความเป็นเจ้าของให้มากขึ้น การเปิดเผยข้อมูลทั้ง 44 ด้านของดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม เมื่อทราบแล้ว ต้องมีการนำไปปฏิบัติจริง โดยลำดับความสำคัญ สิ่งที่ดีอยู่แล้วสามารถให้ดำเนินต่อไปได้ บางอย่างเป็นเรื่องที่สามารถทำสำเร็จได้เร็ว และบางอย่างก็ต้องผ่าตัดรื้อระบบ สำหรับประเทศไทย มีเรื่องที่จะต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การคอร์รัปชัน และการขาดความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน ซึ่งสิ่งที่จะช่วยได้คือ การนำมาตรฐานหรือเครื่องมือสากลมาใช้ในบริบทของไทย เพื่อสร้างมาตรฐานและเปรียบวัดกับมาตรฐานเหล่านั้นว่าจะปรับปรุงอย่างไร” ดร.ศรีรักษ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากรายงานสถานการณ์หลักนิติธรรมในประเทศไทย ซึ่งเป็นรายงานฉบับพิเศษที่มุ่งนำเสนอผลการประเมินหลักนิติธรรมในประเทศไทย 2 ส่วนหลัก คือ 1.คะแนนภาพรวมของประเทศไทยใน WJP Rule of Law Index 2025 และ 2.ผลการสำรวจความคิดเห็นและประสบการณ์ของประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นตัวแทนของครัวเรือน 1,100 แห่งทั่วประเทศ ที่ได้ทำการสำรวจแบบตัวต่อตัวระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2568 โดยเป็นการอัพเดตข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดในปี 2561

เมื่อเจาะลึก 8 ปัจจัยหลักของดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม พบว่า ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัดในด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง (Order and Security) โดยทำคะแนนได้สูงถึง 0.75 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมอาชญากรรมและความขัดแย้งภายในประเทศ นอกจากนี้ ด้านการจำกัดอำนาจรัฐบาล (Constraints on Government Powers) ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเล็กน้อย (0.47) แสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนจุดอ่อนสำคัญของไทยคือ การปลอดจากคอร์รัปชัน (Absence of Corruption) โดยคะแนนอยู่ที่ 0.45 ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการติดสินบนและความไม่โปร่งใสในภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปลอดจากการทุจริต (-0.01) ซึ่งปัจจัยด้านการทุจริตในฝ่ายนิติบัญญัติมีคะแนนลดลง

ขณะที่ด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory Enforcement) ยังคงมีคะแนนต่ำและเท่ากับปี 2567 อยู่ที่ 0.40 บ่งบอกถึงการขาดประสิทธิภาพและความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎระเบียบ ซึ่งนับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคธุรกิจและการดึงดูดการลงทุน และอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

เมื่อสำรวจความคิดเห็นของภาคครัวเรือน (GPP) 1,100 ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนประสบการณ์การรับรู้ของประชาชนต่อปัจจัยด้านหลักนิติธรรมต่างๆ เปรียบเทียบกับการสำรวจ GPP ครั้งล่าสุดในประเทศไทย เมื่อปี 2561 ผลคะแนนชี้ว่า ประชาชนรับรู้เรื่องเสรีภาพพื้นฐานดีขึ้นอย่างมากในทุกด้าน อาทิ เห็นด้วยว่าประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาล เพิ่มขึ้นจาก 68% เป็น 85%, ประชาชนอีก 90% เห็นด้วยว่าสามารถรวมกลุ่มทางสังคมเกี่ยวกับประเด็นที่สนใจได้ โดยเฉพาะเรื่องศาสนา อย่างไรก็ดี พบว่ามีรายงานการถูกเลือกปฏิบัติมากขึ้นเกือบ 3 เท่า จาก 10% ในปี 2561 เป็น 28% ในปี 2568 โดยมักถูกเลือกปฏิบัติในด้านอายุ รูปลักษณ์ภายนอก และเพศ

เมื่อแยกประเด็นการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการทุจริตส่วนของการทุจริตคอร์รัปชันออกมาเป็นภาคส่วนต่างๆ จะเห็นได้ ดังนี้ 45% ที่ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีการทุจริต 40% ที่ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางมีการทุจริต 36% ที่ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าตำรวจส่วนใหญ่หรือทั้งหมดมีการทุจริต แต่ลดลงจากปี 2561 ที่มีถึง 43% ส่วนการรับรู้ว่ามีการทุจริตในผู้พิพากษา อัยการ และทนายความฝ่ายจำเลย แม้จะยังเป็นส่วนที่ประชาชนยังเห็นว่ามีการทุจริตน้อยที่สุด แต่ก็เพิ่มขึ้นจากเดิม 5-7%

ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนมีประสบการณ์ในการจ่ายสินบนเพื่อการออกใบอนุญาตของภาครัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จาก 7% เป็น 19% อย่างไรก็ตาม 80% ของประชาชนที่ตอบแบบยังคงให้ความไว้วางใจต่อผู้พิพากษาและผู้พิพากษาศาลแขวง 76%ไว้วางใจต่ออัยการ และอีก 73% ไว้วางใจต่อทนายจำเลยสาธารณะ
ประชาชนที่ตอบแบบสำรวจ 89% รู้สึกปลอดภัยหรือปลอดภัยมากเมื่อเดินในละแวกบ้านตอนกลางคืน โดยผู้อาศัยในชนบทจะรู้สึกปลอดภัยมากกว่าผู้อาศัยในเมือง ขณะที่ผู้ที่มีรายได้จำกัด ผู้มีการศึกษาสูงและคนหนุ่มสาวจะมีความรู้สึกปลอดภัยน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ

ผู้ตอบแบบสำรวจที่พบว่า มีอัตราการตกเป็นเหยื่อเหยื่ออาชญากรรม อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำที่ 11% แต่ที่น่าสนใจคือน้อยกว่า 1 ใน 3 (32%) ของผู้เคยตกเป็นเหยื่อไม่รายงานอาชญากรรรมต่อทางการ ซึ่งอาจชี้ถึงอุปสรรคในการเข้าถึงการแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการยุติธรรม 80% ยังคงเชื่อมั่นว่าระบบยุติธรรมจะสามารถนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ 83% เชื่อว่าตำรวจยังช่วยให้รู้สึกปลอดภัย 81% สามารถแก้ปัญหาในชุมชนได้เช่นเดียวกับปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเคารพ แต่ก็ยังพบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 17% ที่ระบุว่า ตำรวจจะไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยตามสถานะทางเศรษฐกิจ