ในระยะหลังๆ ดูเหมือนรูปแบบการต้มตุ๋นหลอกลวงในยุคไทยแลนด์ดิจิทัลจะมีรูปแบบที่แปลกๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ธุรกิจขายตรงซินแสโชกุนที่โด่งดัง ที่ชวนให้มาลงทุนแล้วจะพาไปเที่ยวญี่ปุ่น จนมีผู้หลงเชื่อยอมลงทุนเพราะหวังไปเที่ยวในราคาถูกกว่าซื้อทัวร์ปกติ แต่สุดท้ายเที่ยวได้แค่สนามบินสุวรรณภูมิ ตามมาด้วยคดีหมอโกงหมอ ชักชวนให้ร่วมลงทุนบริษัทรับจองที่พักของนักท่องเที่ยว จ่ายผลตอบแทนทุกเดือนอัตรา 12% แพงกว่าดอกเบี้ยธนาคารเงินฝากหลายเท่า
และอีกเหตุการณ์ที่เข้าข่ายหลอกลวงซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังจับตาดูเป็นพิเศษ พร้อมออกประกาศเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อธุรกิจลงทุนเงินสกุลอิเล็กทรอนิกส์ หรือวันคอยน์ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ หากเกิดความเสียหายขึ้นจะไม่มีคนออกมารับผิดชอบ
และล่าสุด ธปท. โดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ออกมาเตือนด้วยตัวเองว่า อย่าหลงเชื่อเพจรับซื้อสมุดบัญชีบัตรเอทีเอ็ม เพราะมีความผิดทางกฎหมาย อาจเข้าข่ายการฟอกเงิน
“ขณะนี้มีผู้ไม่หวังดีและมิจฉาชีพเปิดเพจรับซื้อสมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็มจากธนาคารต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่ง ธปท.ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ เพราะการกระทำดังกล่าวนั้นผิดกฎหมาย ขอย้ำว่าการเปิดบัญชีเงินฝาก การทำบัตรเอทีเอ็มแทนบุคคลอื่น รวมทั้งการเอาบัญชีไปขายให้บุคคลอื่น มีความผิดเช่นเดียวกัน และอาจเข้าข่ายความผิดกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.” ดร.วิรไทกล่าว
จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2559 ต่อเนื่องถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีเพจในเฟซบุ๊กหลายเพจที่โพสต์ซื้อขายสมุดบัญชี รวมทั้งเอทีเอ็ม มีหลายเพจ อาทิ ฝากประชาสัมพันธ์เผื่อท่านใดต้องการใช้บัญชีธนาคาร ทักแชตข้อความมาทางเพจนะครับ
#ขายสมุดบัญชีธนาคารทุกธนาคาร #รับซื้อสมุดบัญชีธนาคาร
#ขายบัญชีธนาคารพร้อมบัตรATM
#รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร #ส่งจริง #ใช้งานได้จริง #ทักแชตข้อความมาทางเพจ
รับจ้างเปิดบัญชีให้ต่างชาติที่ไม่มี work permit
รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร
ชาวต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน (work permit) ก็สามารถเปิดได้
รับเปิดบัญชี+ATM กด ฝาก ถอน โอน ได้จริง
บัญชีใช้งานได้จริง มีเอกสารยืนยันถูกต้องทุกอย่าง
ฝากถอนได้ตามปกติ สำหรับทำงานลับเฉพาะ ประหยัด ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวคนติดตาม สนใจทักข้อความมาทางเพจได้เลยครับ
เพจเหล่านี้ เมื่อเกิดกระแสข่าวหรือมีการถามไถ่กันมากขึ้นในสังคมโซเชียลก็มักจะลบบัญชีทิ้ง
แต่สักพักก็จะกลับมาเปิดเพจใหม่
ทั้งนี้ผู้ว่าการ ธปท.ได้กล่าวย้ำว่า สถาบันการเงินจะมีความระมัดระวังในการเปิดบัญชีเงินฝากแก่ลูกค้า เพราะ ธปท.ได้กำชับเรื่องนี้ โดยการจะเปิดบัญชีให้ลูกค้าต้องพิสูจน์ตัวตนได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กลุ่มมิจฉาชีพมีวิธีการหลอกลวงที่แยบยลมากขึ้น อย่างกรณีการปลอมบัตรประชาชนจากโทรศัพท์มือถือจนเจ้าของบัตรประชาชนตัวจริงต้องเป็นหนี้จำนวนมากโดยไม่รู้ตัว ซึ่ง ดร.วิรไทได้ให้สัมภาษณ์ว่า ธปท.เองอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีในการพิสูจน์ตัวตนมากขึ้น เช่น การสแกนม่านตา การพิสูจน์ลายนิ้วมือที่จะนำมาใช้กับธนาคารพาณิชย์
เหมือนที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะนำมาใช้ยืนยันตัวบุคคลกับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟน เพื่อป้องกันความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ไม่ให้คนอื่นเข้ามาสวมรอยได้ง่าย
นอกจากที่ ธปท.เตรียมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ธนาคารพาณิชย์นำมาใช้เพื่อป้องกันเรื่องความปลอดภัยของลูกค้า ในส่วนของลูกค้าเองจะมีวิธีป้องกันตัวเอง หรือมีวิธีสังเกตอย่างไรเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนักต้มตุ๋น จนถึงขณะนี้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ อย่าง ธปท.ขณะนี้ทำได้เพียงออกประกาศเตือนให้รู้ล่วงหน้าไว้ก่อน
ขณะที่นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวยอมรับเลยว่า เพิ่งเคยเห็นเพจรับซื้อสมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็มจากธนาคารต่างๆ จะขอรับเรื่องดังกล่าวไปตรวจสอบก่อนว่าจะมีวิธีป้องกันอย่างไรหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวแล้วยอมรับว่ายังงงๆ เพราะประชาชนสามารถเปิดบัญชีได้เองอยู่แล้ว ทำไมถึงมีอาชีพนี้เกิดขึ้น สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คือ ขอเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพเหล่านี้
เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกมาเตือนให้ประชาชนระมัดระวังการชักชวนที่อาจเป็นการกระทำไม่ประสงค์ดี โดยเฉพาะในปัจจุบันรูปแบบการหลอกลวงต้มตุ๋นผ่านสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเตอร์เน็ตถูกปรับเปลี่ยนให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และอยากแจ้งเตือนว่าอย่าหลงเชื่อจนนำไปสู่การซื้อหรือขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม เพราะอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังหาวิธีป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพ ประชาชนคนธรรมดาที่สุจริตคงต้องยึดคำสอนของพระที่ว่า “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
และต้องแถมคำประกาศแนบท้ายหนังสือชี้ชวนการลงทุนว่า “การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง” โปรดตั้งสติก่อนตัดสินใจ
ตัวอย่างมีให้เห็นมานักต่อนักแล้ว…

