สถิติ 4 วันอันตราย ดับแล้ว 171 ราย เจ็บ 956 คนเหตุดื่มแล้วขับ “นนทบุรี” แชมป์เมาขับ ศปถ.สั่งเข้มมาตรการรองรับปชช.เดินทางกลับ
เมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 ว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 3 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ดังนี้
- เกิดอุบัติเหตุ 187 ครั้ง
- ผู้บาดเจ็บ 185 คน
- ผู้เสียชีวิต 21 ราย
สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่
- ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 35.29
- ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 21.39

ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่
รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.94 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 86.10 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 47.06 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 10.16 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 15.01-18.00 น. ร้อยละ 26.20 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 15.53
โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรีและพัทลุง (จังหวัดละ 10 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ พัทลุง (12 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ บึงกาฬ (3 ราย)
สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 4 วัน (30 ธ.ค.68-2 ม.ค.) เกิดอุบัติเหตุรวม 991 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 956 คน ผู้เสียชีวิต รวม 171 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (39 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (43 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (14 ราย)
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวต่อว่า จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 พบว่าการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ยังพบว่าดื่มแล้วขับ ยังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการสูญเสีย โดยสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำวันที่ 2 ม.ค.ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของมาตรการควบคุมเข้มงวด มีจำนวนคดีเข้าสู่ระบบคุมประพฤติทั้งหมด 1,401 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 1,349 คดี และจังหวัดที่มีสถิติขับรถขณะเมาสุราสูงสุด คือ จ.นนทบุรี จำนวน 290 คดี และสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.68 ถึงวันที่ 2 ม.ค.มีจำนวน 2,793 คดี โดยฐานความผิดขับรถขณะเมาสุรา มีจำนวน 2,793 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.39 ซึ่งถือว่าเป็นฐานความผิดที่มากที่สุด โดยมีสาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และกรมคุมประพฤติได้เพิ่มมาตรการดำเนินการผู้กระทำผิดในคดีจราจรเมื่อเข้าสู่กระบวนการของกรมคุมประพฤติ ไม่เพียงทำตามคำสั่งศาลเท่านั้น แต่ยังมีการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ในการให้ผู้คุมประพฤติตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองต่อสังคม ลดการกระทำผิดซ้ำ และเป็นจิตอาสาให้ผู้อื่นขับขี่ปลอดภัย ขณะที่ชุมชนและสังคมก็ได้ความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ การดื่มแล้วขับ หากผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ จะมีการนำผู้กระทำผิดมาทำงานบริการสังคมในจุดตรวจหลักและด่านชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยและลดความสูญเสียบนท้องถนน พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงมาตรการและบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำในคดีเมาแล้วขับ อาทิ ผู้กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี จากวันที่ทำผิดครั้งแรก จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับสูงสุด 100,000 บาท รวมถึงถูกพักใช้ใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตทันที นอกจากนี้ หากการเมาขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต ศาลจะพิพากษาเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งจากโทษที่กำหนดไว้

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม วันนี้คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีปริมาณรถบนเส้นทางสายหลักและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ศปถ.จึงได้เน้นย้ำจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนเน้นเส้นทางสายหลัก และตั้งจุดบริการสังเกตอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ที่เดินทางไกล พร้อมบูรณาการตรวจเข้มความพร้อมรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถ ทั้งระดับแอลกอฮอล์และสารเสพติดก่อนออกปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนดื่มไม่ขับ หากรู้ตัวว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรใช้บริการรถสาธารณะ หรือให้ผู้ที่ไม่ดื่มเป็นผู้ขับแทน เพื่อความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมทาง
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งดูแลเรื่องการจ่ายสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ได้เร่งรัดจ่ายสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนและมาตรการสนับสนุนความปลอดภัยทางถนนด้านการประกันภัย ซึ่งข้อมูลจากวันที่ 30 ธ.ค.68-2 ม.ค. ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั้งหมด 186 ราย มี พ.ร.บ. จำนวน 112 ราย ไม่มี พ.ร.บ. 74 ราย ซึ่งบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด และบริษัทประกันภัยอื่นๆ ได้มีการจ่ายสินไหมทดแทนสำหรับกรณีที่มี พ.ร.บ.แล้วรวม 27 ราย เฉพาะในส่วนของรถจักรยานยนต์ที่เป็นพาหนะที่เกิดเหตุมากที่สุด มี พ.ร.บ. 2,330 คัน ไม่มี พ.ร.บ. 2,473 คัน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 50% ทั้งนี้ คปภ.กับบริษัทกลางฯ ลงพื้นที่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่าทำศพให้กับทายาทผู้เสียชีวิต พร้อมเดินหน้ารณรงค์ความปลอดภัยในช่วงการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ เสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยและระบบประกันภัยการดูแลประชาชนให้ทราบสิทธิต่างๆ

ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เปิดเผยว่า วันนี้ประชาชนมีการเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่างๆ ค่อนข้างมากต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ศปถ.จึงได้ประสานสั่งการให้ทุกจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยกระดับความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจและด่านชุมชนเพื่อสกัดกั้นพฤติกรรมเสี่ยง การขับรถเร็ว และเมาแล้วขับ พร้อมกำชับให้จัดจุดบริการพักรถในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อสังเกตอาการเหนื่อยล้าและป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับในหรือการชนท้าย และขอความร่วมมือประชาชนให้เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสอบสถานะประกันภัยรถยนต์ให้เรียบร้อย และยึดหลักดื่มไม่ขับอย่างเคร่งครัด
นายธีรพัฒน์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ศปถ.ขอเน้นย้ำมาตรการประกันภัยที่ประชาชนควรตรวจสอบก่อนเดินทาง ที่สำคัญหากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด นอกจากจะต้องรับโทษหนักตามกฎหมาย “เมาขับซ้ำ” ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับสูงสุด 1 แสนบาทแล้ว จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัย และจะดำเนินการเรียกคืนค่าสินไหมที่จ่ายให้คู่กรณีคืนจากผู้ขับขี่ทั้งหมดอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้การเดินทางกลับจากเทศกาลปีใหม่ 2569 นี้ เต็มไปด้วยความสวัสดิภาพและได้รับสิทธิความคุ้มครองอย่างครบถ้วนตามกฎหมายใหม่ที่กำหนดไว้ ท้ายนี้ ประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุสามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป


