หน้าแรก ในประเทศ ประเพณีบุญบั้...

ประเพณีบุญบั้งไฟปราจีนฯ รอความหวังทหารอนุญาตให้จุด หลังจว.อ้างคำสั่งคสช.ห้าม

7.05.17 | 22:24 น.

วอน “คสช.” ผ่อนผัน จุดบั้งไฟ ในงานประเพณีนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์-บุญบั้งไฟใกล้กรุงเทพฯ

ประธานสภาวัฒนธรรม อ.ศรีมโหสถ และอดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ( อบจ.) ประชุมร่วมกับเจ้าอาวาสวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิชี้แจงกลุ่มชาวบ้านผู้สืบทอดภูมิปัญญาจุด-ยิงบั้งไฟงานนมัสการและบุญบั้งไฟวัดต้นโพธิ์ ชี้แจงไม่สามารถจุดบั้งไฟได้ แต่ยังมีความหวังเหลือสุดท้ายรอคำตอบจากฝ่ายทหาร มทบ.12 ชี้ชัด

เมื่อเวลา 21.30 น.วันนี้ 7 พ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า จากรณีวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ หมู่ 6 ต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี ได้จัดงานประเพณีนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ และ บุญบั้งไฟ ขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 14 พ.ค.60 อันเป็นการสืบสานประเพณีชาวลาวพวนที่ถูกกวาดต้อนมาจากประเทศลาวตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และผสมผสานเป็นวิถีพื้นบ้าน โดยปรากฏเป็นหลักฐาน สมัยรัชกาลที่ 5ทรงเสด็จประพาสต้นมณฑลปราจีน เสด็จดงศรีมหาโพธิ์นมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อ พ.ศ.2451 พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงเรื่องดงศรีมหาโพธิ์ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และการจุดบั้งไฟไว้ได้มีการกล่าวถึงงานประเพณีนี้ ความตอนหนึ่งว่า … “…ดงศรีมหาโพธิ์นี้ได้ชื่อจากต้นโพธิ์ต้นหนึ่ง ซึ่งว่าเป็นโพธิ์เก่าแก่เปนที่นับถือสักการะ บูชา…..โพธิ์นั้นตั้งอยู่บนโนน แต่คนแก่เขาบอกว่าไม่ใช่โนน เปนทราย ที่คนนับถือไปบูชา กองพอกๆ ขึ้นไปจนเปนโนนสูงสัก 6 ศอกเศษ มีพระรูปหนึ่งออกมาสร้างวัด เรียกว่า หลวงพ่ออิฐ….. มีพระบาทจำลอง ฤดูเดือนห้าราษฎรพากันไปไหว้ต้นโพธิ์ แลพระบาท… และมีดอกไม้เพลิง บ้องไฟเป็นต้นมาจุดในการนักขัตฤกษ์นี้……….”

และจนถึงในปัจจุบันยังมีการสืบทอดประเพณีนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ – บุญบั้งไฟ ใกล้กรุงเทพที่สุด ถึงสมัยปัจจุบัน แต่จากที่มีกำหนดจุดบั้งไฟในวันที่ 10 พ.ค.60 นี้ ได้ถูกคำสั่ง คสช. ห้ามจุด ทั้งนี้สืบเนื่องจาก จ.ปราจีนบุรียังไม่มีประกาศจังหวัดในเรื่องดังกล่าว ทาง อ.ศรีมโหสถ จึงไม่สามารถอนุญาตได้ตามที่เสนอก่อนหน้านี้ นั้น

ในวันนี้ ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำพบประชาชนจำนวนมากมาเที่ยวพักผ่อน นมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมยังมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน อาหาร เครื่องดื่มจำนวนมากนับ 1,000 คน และต่างรอความหวังในการได้ชมบั้งไฟ ว่าคำตอบจะออกมาอย่างไร?

Advertisement

ผู้สื่อข่าว รายงานต่อไปว่า ก่อนหน้าช่วงเย็นวันนี้(7พ.ค.) นายธวัชชัย ขยันยิ่ง ประธานสภาวัฒนธรรม อ.ศรีมโหสถ และอดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) พร้อมด้วยพระครูภาวนา มหาโพธิ เจ้าอาวาสวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ได้เรียกประชุมชาวบ้านกลุ่มผู้สืบทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านการทำบั้งไฟ-จุดบั้งไฟ ชาวลาวพวน รวมกว่า 20 คน ในการชี้แจงเรื่องการจะได้รับอนุญาตให้มีการจุดบั้งไฟหรือไม่

โดยนายธวัชชัย ได้ชี้แจงโดยได้กล่าว สรุปถึงคำสั่ง การห้ามจุดบั้งไฟดังกล่าวนี้ เป็นตามคำสั่ง คณะ คสช.ทั่วประเทศ ในการออกให้กับกระทรวงมหาดไทยสู่จังหวัดต่าง ๆ หากจะให้มีการจุดบั้งไฟได้ต้องทำเป็นประกาศของแต่ละจังหวัดรองรับในความปลอดภัยในชีวิต – ทรัพย์สิน รวมถึงป้องกันการพนันขันต่อ และ ปรากฏว่าในส่วนของ จ.ปราจีนบุรี ยังไม่ได้มีการทำประกาศของจังหวัดปราจีนบุรี ในการกำหนดกฏเกณฑ์ให้มีการจุดบั้งไฟ ซึ่งทาง อ.ศรีมโหสถ โดยนายอำเภอ จึงไม่สามารถอนุญาตให้จุดบั้งไฟได้ โดยในวันที่ 10 พ.ค.60 จึงไม่สามารถจุดบั้งไฟได้

ด้านพระครูภาวนา มหาโพธิ เจ้าอาวาสวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ กล่าวว่า “ได้ประสานเรื่องกับทางกองทัพภาคที่ 1 โดยทางฝ่ายทหาร ได้มอบหมายให้กับมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12)ค่ายจักรพงษ์ หารือกับทางผวจ.ปราจีนบุรี และจะมาให้คำตอบกับทางวัดและชาวบ้านในวันพรุ่งนี้ช่วงเย็นว่าจะสามารถอนุญาต ผ่อนปรนจุดบั้งไฟสืบสานประเพณีได้หรือไม่ ความหวังจึงรออยู่”

“ทั้งนี้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ จ.ปราจีนบุรี อายุมากกว่า2,000 ปี นำหน่อมาจากเมืองพุทธคยาประเทศอินเดีย ต้นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และเป็นต้นไม้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งเดียวในประเทศไทย”

“และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนปลายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากนำกำลังทหารกว่า 500 คนตีฝ่าทัพพม่าออกมาจากกรุงศรีอยุธยา ทางทิศตะวันออกผ่าน จ.นครนายก เข้ามาเมืองปราจีนบุรี ข้ามแม่น้ำปราจีนบุรีที่วัดกระแจะ ได้มาตั้งพักทัพที่ดงศรมหาโพธิ์ พม่าติดตามมา ได้ทำศึกครั้งแรกได้รับชัยชนะ” พระครูภาวนา กล่าว

ด้านนางบุญอยู่ พันธุ์ดี อายุ 80ปี ชาว หมู่ 6ต.โคกปีบอ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวหน้าวัดต้นโพธิ์ กล่าวว่า “ขายก๋วยเตี๋ยวหน้าวัดมา30กว่าปี ตั้งแต่เริ่มรู้ความพบประเพณีบุญบั้งไฟมาตั้งแต่เด็กเล็กชาวบ้านสืบทอด ประเพณีนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ และ พร้อมบุญบั้งไฟ ต่อเนื่องกันมายาวนาน โดยงานมี 2 ครั้งคือกลางเดือนห้า และกลางเดือน 6 จะมีการนำสาวพวน ผู้เฒ่าผู้แก่ออกมาเวิ้งบ้องไฟ พร้อมจุดบั้งไฟเสี่ยงทายในการทำนา การขอฟ้าขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล โดยดูกันว่าหากบั้งไฟขึ้นสูงไม่แตกปีนั้นฝนฟ้า น้ำ ดีการเกษตรได้ผล หากบั้งไฟตกลงมาแตกเป็นเสี่ยงปีนั้นฝนฟ้าแล้ง การเกษตรไม่ได้ผล พร้อม กับมีมหรสพสมโภชน์ทั้ง ลิเก ,รำวง การขายสินค้า ผู้คนหลั่งไหลมาร่วมงานบุญนมัสการหนาแน่น อยากให้สืบทอดประเพณีที่นับวันจะสูญหายไป เป้นขวัยและกำลังใจชาวบ้าน และผู้คนเข้าวัดเข้าวากันมาก ๆ ”นางบุญอยู่กล่าว