อดีตกก.สิทธิเด็กฯห่วงผลสอบบิ๊กขรก.กระทบคดีค้ากามเด็ก เสนอรัฐสั่งหน่วยงานยุติบทบาท ให้เป็นหน้าที่ตร.สอบสวน

8.05.17 | 16:48 น.
สรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมสำนักกลางนักเรียนคริสเตียน ถนนพญาไท กรุงเทพฯ มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์สตรี และองค์กรอ็อกแฟม (OXFAM) จัดเสวนา วาทกรรมผู้ใหญ่ ‘เด็กยินยอม’ ข้ออ้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีค้าประเวณีเด็กใน จ.แม่ฮ่องสอน ขณะนี้

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ อดีตกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า สำหรับใครที่ออกมากล่าวอ้างวาทกรรมเด็กยินยอม ถือว่าผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 34 การสนับสนุนช่วยเหลือผู้อื่นให้กระทำผิด เพราะตามกฎหมายเด็กจะยินยอมหรือไม่ แต่เมื่อซื้อบริการทางเพศเด็กก็ต้องผิด 3 กฎหมาย ได้แก่ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ มาตรา 26 อนุ 1 ที่ห้ามล่วงเกินทางเพศเด็กไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 การกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และ พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 มาตรา 6 ผู้ใดแสวงหาประโยชน์ทางเพศเด็กโดยมิชอบ เหล่านี้เป็นความผิดชัดเจน ฉะนั้นใครที่ออกมากล่าวอ้างขอให้หยุดซะ ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นคดีอาญา ขณะนี้ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าใครเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ศาล แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมามีหน่วยงานและบุคคลสำคัญพยายามนำเรื่องราวในศาลออกมาพูดข้างนอก ทำให้พยานหลักฐานมีปัญหา มิหนำซ้ำยังขัดขวางกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดทางอาญา อย่างผลการสอบสวนของหน่วยงานที่ออกมาว่าไม่ผิด ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าใครกระทำผิด เพียงจะบอกว่าเราควรเดินตามกฎหมายอาญา หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องอย่ามายุ่ง เพราะจะสร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมและบิดเบือนกฎหมายได้ เช่นเดียวกับพล.ต.อ .ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่นำแม่เด็กออกมาซักถามต่อหน้าสื่อมวลชน อาจผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก มาตรา 27 ไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก และ มาตรา 157 ที่ใช้หน้าที่โดยมิชอบ

อดีตกรรมการสิทธิฯ กล่าวอีกว่า สหประชาชาติต้องการขจัดคอรัปชั่น และขจัดการคุ้มครองผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิด ซึ่งผู้นำเราก็ไปพูดไว้ว่าจะทำตาม ฉะนั้นขอเรียกร้องต่อรัฐบาลที่ตั้งใจจะปฏิรูปประเทศให้แก้ไขความผิดพลาดนี้ก่อน อย่างแรกต้องให้หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องและผู้ออกมาเคลื่อนไหวให้หยุด เพื่อเปิดทางให้ตำรวจเข้าไปจัดการ หรือเห็นว่ามีความฉ้อฉลของผู้รักษากฎหมาย ข้องใจว่าผู้สอบสวนจะไม่ยุติธรรม ก็ร้องขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวน เปลี่ยนหน่วยงานที่มาสอบสวนได้ ต่อมาเป็นการให้งบประมาณกับองค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้เสียหายค้ามนุษย์ในการต่อสู้ฟ้องร้องดำเนินคดี โดยอย่างกรณีนี้ที่แม่ผู้เสียหายต่อสู้เรียกร้องโดยไม่มีเงิน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนก็เข้าไปช่วยเหลือโดยไม่มีเงินเช่นกัน และเพิ่มความเข้มข้นของจริยธรรมของหน่วยงานรัฐให้เป็นกฎหมายอาญา ในกรณีใช้อำนาจหน้าที่บังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องจำยอม เพราะถือเป็นการข่มขืนภายใต้สภาพบังคับ ซึ่งแต่ก่อนเกิดขึ้นและเดือดร้อนมากกับครูผู้หญิง เวลาข้าราชการผู้ใหญ่จะไปไหน

 

 

Advertisement