ทันตแพทยสภาเดินหน้าค้าน พ.ร.บ.นิวเคลียร์สุดตัว ยืนกรานกม.ต้องเว้นเครื่องเอกซเรย์ฟัน

8.05.17 | 22:32 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อเสนอการออกกฎกระทรวงยกเว้นเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรมไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559 นั้น มีหลายฝ่ายเข้าใจผิดว่าทันตแพทย์ไม่เข้าใจกติกา ต้องการจะอยู่เหนือกฎหมาย และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย ทันตแพทยสภาของชี้แจงดังนี้ว่า

1.การขอให้ออกกฎกระทรวงยกเว้นเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรมจาก พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติฯ นั้น ยึดหลักสำคัญอันดับหนึ่งคือ ความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้การออกกฎกระทรวงยกเว้นไม่ได้หมายความว่าเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรมจะอยู่อย่างอิสระโดยไม่มีการควบคุมกำกับดูแล ปัจจุบันเครื่องเอกซเรย์เหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่แล้ว ในด้านมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่อง สถานที่ และวิธีปฏิบัติต่างๆ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ และประเทศต่างๆ ในโลกส่วนใหญ่ก็ให้หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขเป็นผู้กำกับดูแลการใช้เครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม มีการปฏิบัติการใช้เครื่องของทันตแพทย์ซึ่งได้รับการศึกษาฝึกอบรมในด้านความปลอดภัยอย่างเพียงพออยู่แล้ว ภายใต้การกำกับดูแลมาตรฐานจากทันตแพทยสภาซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกใช้ปฏิบัติอยู่

ทั้งนี้ข้อเสนอการออกกฎกระทรวงยกเว้นจะเกิดผลดีต่อประชาชน ทันตแพทยสภายืนยันว่า ประชาชนยังได้รับความปลอดภัยเหมือนเดิม แต่หากอยู่ภายใต้กฎหมายพลังงานนิวเคลียร์ฉบับใหม่ที่ออกมาโดยดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะดำเนินการนั้น ไม่ได้ทำให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ในทางกลับกันจะทำให้มีขั้นตอนการปฏิบัติและการใช้เครื่องเอกซเรย์ที่ยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลที่พยายามลดขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลงเพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่าเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรมมีรังสีต่ำใช้โดยทันตแพทย์มีความปลอดภัย การใช้กฎหมายที่มีโทษรุนแรงมีมาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและเพิ่มภาระในระบบ” ทพ.ไพศาลกล่าว

2.ข้อเสนอออกกฎกระทรวงยกเว้นเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรมไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ทันตแพทย์จะทำงานมีประสิทธิภาพเช่นเดิม ในทางตรงกันข้ามถ้ายังอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งบังคับด้วยโทษที่รุนแรงคือจำคุก 5 ปี ปรับ 500,000 บาท จะทำให้ทันตแพทย์มีความกังวล และบางคลินิกอาจจะเลิกใช้เครื่องเอกซเรย์ จะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพการให้บริการลดลงส่งผลกระทบถึงประชาชนที่จะไม่ได้รับความสะดวกและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น การที่กระทรวงวิทย์ฯ ให้ข่าวว่าจะใช้วิธีการทางปกครองหรือตักเตือนก่อนหากไม่ได้ผลจึงจะลงโทษ ก็เป็นการให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตามกฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา 144 การตักเตือนหรือการเปรียบเทียบปรับจะทำได้เฉพาะในกรณีที่มีโทษไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาทเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การลงโทษจึงต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลเท่านั้น และด้วยโทษที่รุนแรงอาจเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการใช้อำนาจหน้าที่ในทางไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ได้

Advertisement

3.กรณีที่มีผู้ให้ความเห็นว่า การออกกฎกระทรวงยกเว้นเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรมต้องคำนึงถึงเครื่องเอกซเรย์อื่นๆ ด้วยนั้น หากเครื่องเอกซเรย์อื่นๆ ทางการแพทย์มีรังสีต่ำและมีหลักฐานทางวิชาการที่ปรากฏแน่ชัดว่ามีความปลอดภัยต่อประชาชนและผู้ใช้เช่นเดียวกับเครื่องเอกซเรย์ทางทันตกรรม ก็สมควรให้ยกเว้นได้เช่นเดียวกัน

นายกทันตแพทยสภากล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ควบคุมกำกับเครื่องเอกซเรย์ทางการแพทย์เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) โดยเฉพาะในเรื่องการไม่แบ่งระดับการควบคุมตามระดับของรังสี และการบังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ต้องมาขอรับใบอนุญาตเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี ซึ่งในกติกาสากลกำหนดให้ยกเว้นบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีความรู้ในด้านรังสีและการป้องกันอย่างดีอยู่แล้วไม่ต้องมาขอใบอนุญาตอีก เพราะบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งครอบคลุมในเรื่องของการใช้เครื่องเอกซเรย์อยู่แล้ว ทำให้ไม่เป็นการออกใบอนุญาตซ้อนใบอนุญาตในเรื่องเดียวกันซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง

ทพ.ไพศาลกล่าวว่า นอกจากนี้ประธานกรรมาธิการสาธารณสุขและรองประธานก็ให้ความเห็นชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้มิได้มีเจตนาที่จะเข้ามาควบคุมเครื่องเอกซเรย์ทางการแพทย์ แต่มีเจตนามุ่งเน้นพวกพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งหากมีปัญหาจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อประชาชน ควรให้กา ยกเว้นเครื่องเอกซเรย์ทางการแพทย์ทั้งหมด หรือเครื่องเอกซเรย์ที่มีรังสีต่ำไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายฉบับนี้ และให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ควบคุมกำกับเช่นเดิม

“ด้วยเหตุนี้หากจะยกเว้นเครื่องเอกซเรย์ทางการแพทย์ออกจากกฎหมายฉบับนี้ แล้วใช้กฎหมายทางด้านสาธารณสุข เช่น กฎหมายเครื่องมือแพทย์ และกฎหมายสถานพยาบาลมาควบคุมกำกับ โดยให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้กำกับดูแลจึงเหมาะสมกว่า และตรงกับแนวปฏิบัติของประเทศต่างๆ หลายประเทศในโลก เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ที่แยกการควบคุมกำกับเครื่องเอกซเรย์ทางการแพทย์ออกจากเครื่องเอกซเรย์อื่นๆ ทั่วไป โดยใช้กฎหมายแยกกัน ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่า หากรัฐบาลยังต้องการใช้กฎหมายฉบับนี้ควบคุมกำกับดูแลเครื่องเอกซเรย์ทางการแพทย์ ทันตแพทยสภาเห็นว่าควรต้องแก้กฎหมายให้มีความเหมาะสมก่อน” ทพ.ไพศาลกล่าว