หน้าแรก ในประเทศ บุหรี่เถื่อน ...

บุหรี่เถื่อน วิกฤตทุนเทาปี 2568 โจทย์ใหญ่ที่พรรคการเมืองต้องตอบก่อนวันเลือกตั้ง

19.01.26 | 15:32 น.

บุหรี่เถื่อน วิกฤตทุนเทาปี 2568 โจทย์ใหญ่ที่พรรคการเมืองต้องตอบก่อนวันเลือกตั้ง

“บุหรี่เถื่อน” หรือบุหรี่ผิดกฎหมาย เติบโตอย่างเงียบๆ ในสังคมไทยมาร่วมทศวรรษ แต่ในปี 2568 ได้ขยายตัวอย่างรุนแรง จนกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ท้าทายสำคัญของสังคมไทย ทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางรายได้ของประชาชนฐานราก และประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ คำถามสำคัญคือ นโยบายของแต่ละพรรคจะตอบโจทย์ปัญหานี้ได้จริงหรือไม่

ข้อมูลจากสมาคมการค้ายาสูบไทย ในฐานะผู้แทนภาคธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาสูบมาอย่างยาวนาน ระบุว่า การบริโภคบุหรี่เถื่อนขณะนี้มีสูงถึง 28% ส่งผลกระทบไม่เพียงเรื่องของการสูญเสียรายได้ภาษีของรัฐปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาทแต่ได้ลุกลามเป็น “เศรษฐกิจสีเทา” ที่กัดกินโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก ตั้งแต่ชาวไร่ยาสูบ ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย ไปจนถึงแรงงานนับแสนครัวเรือนทั่วประเทศ

บุหรี่เถื่อนยังรวมไปถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่แม้จะเป็นสินค้าผิดกฎหมาย แต่กลายเป็นของที่หาซื้อง่าย ขายกันทางอินเทอร์เน็ต หรือร้านค้าหน้าสถานศึกษา มีคนใช้เพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่าตัวในเวลาไม่กี่ปี เพราะการเป็นสินค้าใต้ดิน ไม่ต่างอะไรกับการเปิดช่องให้เกิดการซื้อขายได้อย่างเสรี

การแพร่ระบาดของบุหรี่เถื่อนที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ราคาถูก และหลบเลี่ยงการควบคุมของรัฐ ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเกิดความไม่เป็นธรรม ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องแบกรับต้นทุนภาษีและกฎระเบียบ ขณะที่สินค้าผิดกฎหมายกลับเติบโตอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

Advertisement

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะเทือนถึงความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายของประเทศ เมื่อประชาชนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย คอร์รัปชัน และความจริงจังของภาครัฐในการจัดการเครือข่ายลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายข้ามชาติ

ขณะเดียวกัน ชาวไร่ยาสูบซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุตสาหกรรม กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านรายได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และข้อจำกัดทางนโยบายที่ทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลผลิต เมื่ออุตสาหกรรมในระบบถูกบีบจากสินค้าผิดกฎหมาย ความเดือดร้อนจึงตกอยู่กับเกษตรกรและแรงงานในระดับชุมชนโดยตรง

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมือง แต่คือความหวังของชาวไร่ ร้านค้า และคนส่วนใหญ่ ที่อยากเห็นนโยบายด้านการปราบปรามเศรษฐกิจสีเทา รวมถึงเรื่องบุหรี่เถื่อนที่ควรถูกยกระดับเป็นวาระสาธารณะ ที่ทุกพรรคการเมืองต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

คำถามสำคัญที่ประชาชนรอคำตอบคือพรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่จะสร้างสมดุลอย่างไร ระหว่างการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และการดูแลเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม จะมีแนวทางใดในการตัดวงจรเศรษฐกิจใต้ดินที่บ่อนทำลายประเทศ ขณะเดียวกันก็ไม่ผลักประชาชนและผู้ประกอบการให้ตกอยู่ในทางตัน

ก่อนวันเลือกตั้ง นี่คือช่วงเวลาที่พรรคการเมืองทุกพรรคควรใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอนโยบายที่ “โดนใจและตรงจุด” ไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงอุดมการณ์ แต่ต้องเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบนโยบายของรัฐ

ในขณะเดียวกัน ฝั่งราชการประจำเองก็ต้องไม่ปล่อยให้ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นเหมือนการปล่อยเกียร์ว่าง โดยควรเดินหน้าผลักดันวาระการแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตในการตรวจสอบและจับกุมร้านค้าที่จำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศ กรมศุลกากรซึ่งเป็นด่านหน้าของการควบคุมการนำเข้าจากชายแดนและต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยข้างเคียงเช่น กองทัพบกและกองทัพเรือในการสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศทั้งทางบกและทางทะเล ตลอดจนสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่มีหน้าที่ในการปราบปรามร้านค้าออนไลน์และปิดกั้นเว็บไซต์ที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อน เพื่อให้ทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่ใช่เรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือบททดสอบความสามารถของพรรคการเมืองที่จะอาสาเข้ามาบริหารประเทศ และระบบราชการในการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทยทั้งประเทศ