ปะทะเดือด หลังเจรจาข้ามคืนไม่คืบ ขอเลี่ยงเข้าพื้นที่ บ้านเปาะยานิ ยะลา คนร้ายบึ้ม 11 ปั๊มใต้กบดาน
จากกรณี หน่วยงานความมั่นคง ปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ บ้านเปาะยานิ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา คนร้ายได้ใช้ อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขอให้พี่น้องประชาชน หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวนั้น
อ่านข่าว – ปะทะเดือดกลางดึก! จนท.ปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่าย ปิดล้อมบ้านเปาะยานิ ยะลา ขอ ปชช. เลี่ยงเข้าพื้นที่
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงข่าว หน่วยงานความมั่นคง ปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ บ้านเปาะยานิ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ระบุว่า จากกรณีที่มีการวางระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 จุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการร่วมมือด้านการข่าวของหน่วยต่างๆ ตลอดจนการแจ้งเบาะแสของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เราได้รับแจ้งว่าบุคคลที่อาจจะร่วมในการวางระเบิดปั๊มน้ำมันในจังหวัดยะลา มาพักพิงใน บ้านเปาะยานิ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จ.ยะลา
เมื่อคืนเวลาประมาณ 00.20 น. หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม 3 ฝ่าย ได้ดำเนินการเข้าบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้การดำเนินการได้ทำจากมาตรการเบาไปหาหนัก โดยให้ผู้นำท้องถิ่นเข้าไปพูดคุยเจรจาในบ้านดังกล่าวที่เป็นแหล่งพักพิง ให้คนในบ้านออกมาแสดงตัว
การเจรจาผ่านพ้นไปจนเวลาประมาณ 03.50 น. ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน ใช้อาวุธปืน ซึ่งคาดว่าจะเป็นอาวุธปืนใหญ่ ไม่ทราบชนิด และขนาด ยิงใส่เจ้าหน้าที่ เบื้องต้นไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้อยู่ระหว่างที่ทุกฝ่ายดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วยการพูดคุย ให้กลุ่มที่อยู่ในบ้านออกมาแสดงตน
การดำเนินการทั้งหมดดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม ดำเนินการจากเบาไปหาหนัก อยู่ภายใต้กฎหมายทั้งสิ้น
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนปิดล้อม เจรจาให้ออกมามอบตัว หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ขณะที่เพจ “เพจ สวท.ยะลา กรมประชาสัมพันธ์” รายงานว่า
“เสียงปืนยังดังต่อเนื่อง”ปฏิบัติการยังไม่แล้วเสร็จ 3 ฝ่าย ปิดล้อม บ้านเปาะยานิ สะเตงนอกยะลา เจ้าหน้าที่ปิดกั้น งดเข้าพื้นที่ (20 ม.ค.69 เวลา 08.20น.)
พร้อมกันนี้ ขอเรียนให้ทราบว่า ผู้ใดให้การสนับสนุนผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นการนำพาซ่อนเร้น การให้ที่พักพิง การสนับสนุนเสบียงอาหาร หรือการช่วยเหลือในลักษณะอื่นใด จะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



