หน้าแรก ในประเทศ ปธ.สภาSME เผย...

ปธ.สภาSME เผย ‘ทุนเทา’ ครองเกือบครึ่ง GDP ลามถึงขั้นปล่อยเงินกู้ – รายย่อยเหมือนถูกล็อกคอ!

20.01.26 | 18:00 น.

ประธานสภา SME เผย ‘ทุนเทา’ ครองเกือบครึ่ง GDP บ่อนทำลายเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการรายย่อยเหมือนถูกล็อกคอ!

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ห้องประชุม B1-5 ชั้น B1 สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา โดย คณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ร่วมกับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สภาเอสเอ็มอี และสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย จัดสัมมนา เรื่อง “เวทีฟังเสียงประชาชน : ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง”

ในตอนหนึ่ง นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) กล่าวว่า เมื่อโฟกัส ‘ทุนเทา’ เพียงอย่างเดียว เราจะเห็นถึงการหลีกเลี่ยงภาษีของทุนเทา, ธุรกิจนอมินี ที่เกิดขึ้น จะเห็นการทุ่มตลาดและราคาต่ำ เพราะเขามีเงินทุนอยู่ในมือเหลือเฟือ ดังนั้นการทุ่มตลาด เกิดขึ้นจากจุดนี้ ในที่สุดทุนเทาก็ข้ามตัวเองไปสู่ ‘เงินกู้นอกระบบ’ ได้ด้วย

“ดังนั้นหมายความว่า ถ้าเขายึดตั้งแต่การหลีกเลี่ยงภาษี มีคนนอกระบบ มีธุรกิจนอมินี มีการจ้างงานโดยอาศัยความได้เปรียบของ BOI มีการอาศัยวิธีการทุ่มตลาด สามารถขายสินค้าต่ำกว่าทุนได้ และหนำซ้ำ ยังปล่อยเงินกู้ในระบบได้ด้วย

Advertisement

SME เหมือนถูกทุนเทาล็อกคอเอาไว้ ขยับตัวไม่ได้ และที่สำคัญขนาดของทุนเทา คือ 48.7% ของ GDP เราจะทำอย่างไรกับการบริหารจัดการที่ก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ SME นั่นคือสิ่งที่ สภา SME กำลังสังเคราะห์และพยายามต่อสู้ ปัญหาของทุนเทาเป็นบ่อนทำลายเศรษฐกิจและลดความเชื่อมั่น และเป็นตัวการในการผลักผู้ประกอบการ SME ออกนอกระบบ” นายสุปรีย์ กล่าว

เมื่อพิธีกรถามว่า ประเด็นเรื่องเงินไหลออกนอกประเทศ และเรื่องทุนผูกขาด จะมีจุดเชื่อมกันอย่างไรบ้าง?

นายสุปรีย์กล่าวว่า ทุนผูกขาด เป็นเรื่องที่ได้ยินมายาวนาน อาจจะไม่ใช่ทุนไทยก็ได้ อาจเป็นทุนต่างชาติที่ผูกขาด และถือว่า ‘แพลตฟอร์ม’ ก็เป็นหนึ่งในทุนผูกขาดผู้มีอำนาจของเงิน สิ่งที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME มี 4 ข้อ คือ

1. เครดิตเทอม (Credit Term) เป็นเรื่องที่ต้องการแก้ปัญหามากที่สุดสำหรับทุนผูกขาด แน่นอนว่าเขามีกำลังเงินอยู่แล้วแต่เขากลับมาดึงการจ่ายเงินให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SME ซึ่งผิด พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 อย่างชัดเจน

2.ทุนผูกขาดคุมห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการ SME ทั้งหมด เป็นหนึ่งในซัพพลายเชนนี้ เป็นซัพพลายและดีมานด์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันเสมอ ถ้าตัดทุนออกไป เราก็จะมีปัญหาต่อเชนทั้งระบบ ห่วงโซ่ทั้งระบบของผู้ประกอบการ SME ไปด้วย

3.กดราคารับซื้อ เห็นได้ชัดว่าเขามีอำนาจการซื้อ และมีเหตุผลด้วยในการซื้อทีละ 1 ล้านชิ้น แต่สิ่งที่เขากำลังทำต่อเราคือ ‘กดราคาลง’ ให้ต่ำกว่าทุน พอต่ำกว่าทุนเราทำไม่ได้ คนที่ทำได้มีกลุ่มเดียวคือ กลุ่ม ‘ทุนเทา’ และเข้ามาแทรกในตลาดนี้ได้โดยง่าย เพราะมีกำลังเงินในมือของตนเอง

4.เกิดการกีดกันทางการค้า เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม สาเหตุของหนี้ของ SME ทั้งระบบและรัฐมองว่า ต้องให้ทุนสนับสนุน

“ผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลย กระดุมเม็ดแรกนี้มันผิดไปแล้ว กระดุมเม็ดแรกอยู่ที่เครดิตเทอม”

“เราเป็นประเทศที่การดึงดีล ดึงการจ่ายเงินนานที่สุดในอาเซียน บางคนทำวันนี้จ่ายปีหน้า ในบางอุตสาหกรรม ซื้อวันนี้ จ่ายปีหน้า ในราคาที่ถูกกดราคาด้วย ฉะนั้นเรากำลังพูดถึงสถานการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของหนี้สิน เพราะมันคือ ‘วงจร’ เมื่อได้เงินมาช้า SME ทั้งหมด

ต้องเอา Invoice ไปฝากไว้กับธนาคาร พอไปฝากก็ขาดสภาพคล่อง ก็หันไปกู้เงินนอกระบบ ไปหาทุนเทา ยิ่งกู้มาก เราก็กู้แบงค์ไม่ได้ เพราะสถานการณ์ไม่ได้ดี สุดท้ายปิดกิจการ

พอเป็นวัฏจักรแบบนี้ ก้าวแรกของเราคือ ต้องแก้ ‘เครดิตเทอม’ ให้ได้ และก้าวของการแก้มันมี พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าคอยควบคุมอยู่ ผมเข้าไปร่วมกับ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพราะเรื่องนี้” นายสุปรีย์เผย

นายสุปรีย์กล่าวต่อว่า ต้องการให้ผู้ประกอบการ SME ถูกปลดล็อกการเอาเปรียบเบื้องต้นก่อน คือ ‘เครดิตเทอม’ ถ้าเราสามารถขยับเครดิตเทอมให้เป็น 45 วันได้ โลกของ SME จะสดใสขึ้น เพราะ Cash Flow (กระแสเงินสด) เป็นเรื่องสำคัญกว่าเงินทุนในมือ และการชำระเงินให้ตรง เป็นเรื่องสำคัญกว่าการที่ถูกดึงมีทุนเพิ่มเติม

“กลุ่มสุดท้ายที่เอาเปรียบเรา คือ หน่วยงานภาครัฐ เครดิตเดิมภาครัฐเหมือนกับเครดิตเทอมภาคเอกชน หรืออาจจะนานกว่า เป็นการผ่านวิธีการมากมาย เป็นไปได้อย่างไรที่รัฐสามารถจ่ายเงินหลังจากเซ็นรับสินค้าไป 1 ปีให้หลังได้ เพราะ ปีงบประมาณต้องจ่ายให้จบ แต่ไปสะสมอยู่ในปีถัดไป แล้วก็กลายเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ

เพราะ SME ตอนที่ยังทำงานให้กับรัฐบาล โดนดึงมา 5 – 6 เดือน เขาไม่มีเงินอยู่ในมือแล้ว และนี่คือหน่วยงานภาครัฐที่มีความสามารถในการกำหนด Governance ได้ด้วยตนเอง บังคับใช้สิ่งนี้ได้ด้วยตนเอง กขค. มีอำนาจไม่ถึงหน่วยงานราชการ

รัฐเป็นองค์กรที่มีเงินมากที่สุดในระบบของประเทศไทยตอนนี้แต่กลับดึงการชำระเงินให้กับ SME ที่บอกว่าต้องช่วยเหลือ SME ผมคิดว่าไม่มีความสมดุล และอยากให้ทุกท่านแก้ไขเรื่องนี้” นายสุปรีย์ ชี้

นายสุปรีย์ ชี้ว่า เงินไหลออก 2.1 แสนล้านบาท เพราะทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นหมด เมื่อ SME ล้ม เศรษฐกิจมีปัญหา เราพึ่งทุนเทา นักลงทุนต่างชาติก็ต้องถอน ดัชนีในการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มผู้ประกอบการ SME ในสภานี้เป็นเรื่องตลก

“ผมทำงานเพื่อให้คนหลุดพ้นออกจากสภาวะเป็น SME เราต้องการให้สมาชิกของเราลดลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพิ่มขึ้น คำว่าลดไม่ได้ตายออกไป แต่ตนเองหลุดเข้าไปสู่ตลาดที่เป็นตลาดทุนแล้ว นักลงทุนต่างชาติถอนทุน สินเชื่อเข้มงวด

ในเมื่อเรามีวิธีคิดในการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ดี ไม่ขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินบาทอ่อน ก็เป็นเรื่องปกติที่เงินทุนจะไหลออก ไม่ใช่เฉพาะเงินของนักลงทุนต่างชาติ แต่เป็นเงินที่ถูกจ่ายให้กับ อีคอมเมิร์ช แพลตฟอร์ม ไม่ได้ไหลเข้าประเทศไทย แต่ไหลตรงออกไปนอกประเทศ ผ่านวิธีการในการโอนเงินนอกระบบออกไป นี่เป็นสิ่งที่ตอกย้ำผู้ประกอบการ SME” นายสุปรีย์ กล่าวทิ้งท้าย